คาถาชินบัญชร บทสวดคุ้มครองหรือเรียกสิ่งลี้ลับ ความจริงแล้วควรสวดหรือไม่

หัวข้อน่าสนใจ

คาถาชินบัญชร เป็นบทสวดที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยกันดี เนื่องด้วยชื่อเสียงเรียงนามของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม ที่ว่ากันว่าท่านเป็นผู้รจนาถาคาบทนี้

ความเชื่อเกี่ยวกับชินบัญชรบ้างก็ว่าเป็นบทสวดเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต ขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย คุณไสย นอกจากนี้ ยังเป็นบทสวดที่ไว้ใช้สำหรับปลุกเสกเครื่องรางของขลัง เพราะความเชื่อที่ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของคาถาจะช่วยป้องกันวิญญาณและไสยดำได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกความเชื่อที่ว่า “ชินบัญชร” เป็นคาถาที่ห้ามสวดเด็ดขาด เพราะจะเป็นการเปิดทางโลกแห่งวิญญาณ นำพาวิญญาณชั่วร้ายหรือสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นมาใกล้ตัว ความเชื่อไหนจะเท็จอย่างไร วันนี้ ghostsfolder จะพาทุกท่านไปรู้จักเกี่ยวกับชินบัญชรว่าสรุปแล้ว จุดประสงค์คืออะไร สวดเพื่ออะไร และความจริงควรสวดหรือห้ามเด็ดขาด

ที่มาของคาถาชินบัญชร บทสวดโบราณที่มีอายุกว่า 588 ปี

ความเข้าใจที่คนส่วนใหญ่รู้จักเกี่ยวกับชินบัญชรว่าเป็นบทสวดที่ถูกรจนาโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ครั้งที่สมเด็จโตได้สวดมนต์บทนี้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ด้วยภาษาแปลกแตกต่างจากเมืองเรา อีกทั้งสำนวนเก่าสละสลวย พระองค์ทรงถามว่า “ขรัวโตได้มาจากไหน แต่งเองหรือไม่”

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม

พระคุณเจ้าทรงถวายพระพรตอบกลับว่า “หามิได้ เป็นสำนวนเก่าของเมืองเหนือ นำมาแก้ไขดัดแปลงใหม่ ตัดตอนให้สั้นลงเข้า ของลังกายาวกว่านี้”

อันที่จริงไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นไหนระบุแน่ชัดว่า คาถาชินบัญชร ผู้ใดเป็นผู้แต่ง หากแต่มาจากคำบอกเล่าขององค์สมเด็จโต เมื่อครั้งท่านเดินทางเยือนเมืองเหนือ ถิ่นที่อยู่ของมารดา ในระหว่างเดินธุดงค์ ก็พบกับบันทึกโบราณที่ถูกทิ้ง บันทึกเล่มนั้นแต่งด้วยภาษาบาลีถ้อยคำสละสลวย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านสนใจศึกษาภาษาบาลีอย่างจริงจัง

บทสวดฉบับย่อของชินบัญชร

สมเด็จโตท่านทรงเก็บพระคัมภีร์โบราณกลับมาแปลเนื้อหา พร้อมกับตัดคำบางส่วนออก สันนิษฐานว่าผู้แต่งบทสวดนี้น่าจะเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งแห่งเมืองล้านนา คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นสมัยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนา ในสมัยนั้นมีการส่งพระสงฆ์ไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา และมีการแข่งขันแต่งบาลี จนชื่อเสียงกระจายไปยังแว่นแคว้นต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่ล้านนา ล้านช้า พม่า สิบสองปันนา มาถึงกรุงศรีอยุธยา

บทสวดพร้อมคำแปลชินบัญชร

พระคาถาชินบัญชรที่ถูกแก้ไขดัดแปลงและเผยแพร่ใหม่โดยองค์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม มีอยู่ด้วยกัน 15 บท พร้อมด้วยคำแปลจากภาษาบาลี

  1. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
    จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

คำแปล

พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

  1. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
    สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

คำแปล

มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

  1. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
    สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

คำแปล

ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

  1. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
    โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

คำแปล

พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

  1. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล
    กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

คำแปล

พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

  1. เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
    นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

คำแปล

มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

  1. กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก
    โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

คำแปล

พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

  1. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
    เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.

คำแปล

พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

  1. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
    เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
    ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

คำแปล

ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

  1. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
    ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

คำแปล

พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

  1. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
    อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

คำแปล

พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

  1. ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
    วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

คำแปล

อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

  1. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา
    วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

คำแปล

ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

  1. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
    สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

คำแปล

ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

  1. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
    ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
    ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
    สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
    สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

คำแปล

ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

ความศักดิ์สิทธิ์และอนุภาพของคาถาชินบัญชร

ความหมายของ คาถาชินบัญชร คำว่า “ชินบัญชร” มีความหมายว่า “กรง” หรือ “เกราะป้องกันของพระพุทธเจ้า” เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ตกทอดมาจากลังกามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1981 เนื้อหาของบทสวดเป็นคาถาเสริมสิริมงคล ปัดเป่า และป้องกันสิ่งชั่วร้าย

ในการรจนาพระคัมภีร์ มีการอัญเชิญพระพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพ 28 พระองค์ ซึ่งแต่ละพระองค์ทรงสำเร็จคุณธรรมวิเศษต่างกัน ตลอดจนพระสูตรต่าง ๆ ที่โบราณาจารย์ถือว่าเป็นพระพุทธมนต์อันวิเศษ

มีการอัญเชิญทั้ง 3 ส่วนมาสถิตลงบนร่างกาย ไล่ตั้งแต่กระหม่อมขวัญ ไปจนถึงล้อมรอบตัว ซึมเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย หมายความว่า อนุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพอยู่ทุกอณูของร่างกาย ปิดทุกส่วน ป้องกันมิให้สิ่งชั่วร้ายแทรกซึมเข้ามาได้ เป็นเหมือนบทกล่าวอาราธนาพระพุทธเจ้า พระสาวก และพระปริตต์ ให้มาดำรงอยู่เพื่อพิทักษ์คุ้มครอง

การสวดบทชินบัญชร ผู้สวดจะต้องตั้งนะโม 3 จบ แล้วน้อมจิตรำลึกถึงคุณสมเด็จพระโต จากนั้นกล่าวคำคาถาบูชา เชื่อกันว่าหากใครสวดเป็นประจำ จะเป็นการเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต อันเกิดผลทั้งในเรื่องเมตตามหานิยม ศัตรูหมู่พรายไม่อาจกล้ำกราย ขจัดภูตผี ขับไล่มนต์ดำ และโรคทางจิตใจ

ชินบัญชร คาถาดึงดูดเหล่าวิญญาณและผีเร่ร่อน จริงหรือ?

แม้จะเป็นคาถาที่เชื่อว่าสวดแล้วดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อกันว่า คาถาชินบัญชร เป็นคาถาที่ห้ามสวดเมื่อไปยังสถานที่หรือตกอยู่ในเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ยกตัวอย่างเช่น มีความเชื่อว่าเวลาเข้าป่า ห้ามสวดบทชินบัญชรเด็ดขาด หรือตำนานเมืองบางแห่งก็มีความเชื่อเช่นนั้น

พวกเขาเชื่อว่าเป็นบทสวดที่จะเรียกเหล่าภูติผีหรือผีเร่ร่อนให้ออกมา ด้วยอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เหล่าวิญญาณร้อนระงม แตกตื่นกันป่าราบ แต่นั่นเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่าจริงหรือไม่ หรือมีใครเคยลองสวดแล้วเจอดี ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงความเชื่อที่ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล