ประเทศไทยเรามักมี เรื่องลี้ลับ เกี่ยวกับป่าค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ หรือแม้แต่ภาคกลางก็มักจะมีเรื่องเล่า ป่าอาถรรพ์ในไทย ที่มีวิญญาณร้าย สัตว์ป่า และสิ่งลี้ลับซ่อนเอาไว้มากมาย
เรื่องลี้ลับในป่า ส่วนใหญ่มักจะมาจากคำบอกเล่าของพรานป่าที่มักจะเคยเข้าไปล่าสัตว์ แล้วพบกับสิ่งลี้ลับและความชั่วร้ายในป่าลึก หรือที่เราเรียกกันว่า “ผีป่า” นั่นเอง ผีป่ามีอยู่ทุกพื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงกับผืนป่า ซึ่งบอกเลยว่าเรื่องนี้มีความน่าสนใจ และชวนให้รู้สึกค้นหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่
บทความนี้ ghostsfolder จะพาทุกคนเปลี่ยนโหมดกลับมาดูตำนานลี้ลับฝั่งไทยเราบ้าง บอกเลยว่าลึกลับและน่ากลัวไปไม่แพ้ชาติไหนในโลก
ผีโป่ง
“ผีโป่ง” เป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านของทางภาคเหนือและภาคอีสาน คำบอกเล่าจากปากของนายพรานรุ่นเก่าได้บรรยายลักษณะของผีโป่งว่ามีลักษณะกึ่งคนกึ่งมนุษย์ อธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือ มันมีขาวยาวเหมือนมนุษย์ แต่ใบหน้าและรูปร่างคล้ายสัตว์จำพวกลิง ค่าง ชาวบ้านบางคนจึงเรียกพวกมันว่า ผีค่างบ้าง ผีโป่งค่างบ้างก็มี
ผีโป่งค่าง ไม่ได้เป็นผีที่โผล่มาให้มนุษย์เห็น หรือเดินเข้ามาหลอกหลอนผู้คนในหมู่บ้าน แต่พวกมันอาศัยอยู่ตามโป่งดินใจกลางป่า ซึ่งเชื่อกันว่าโป่งดินคือแหล่งแร่ธาตุที่เหล่าสัตว์ป่ามักมากินดินโป่ง พวกมันจะดูดเลือดจากปลายนิ้วเท้าของมนุษย์ โดยพวกเขาไม่มีทางรู้ตัวเลยจนกว่าจะตื่นมาแล้วพบว่าเลือดหมดตัวไปแล้ว ในบางครั้งพวกมันก็ใช้กลลวงหลอกล่อเหยื่อ โดยการแปลงกาย ล่อลวงด้วยเสียง และแสงไฟยามค่ำคืน
ผีม้าบั้ง
อาจจะฟังดูไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ สำหรับ “ผีม้าบั้ง” ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับ ป่าอาถรรพ์ในไทย ทางภาคเหนือที่นายพรานรุ่นปู่ย่าเล่าต่อกันมา
ผีม้าบั้ง นับว่าเป็น เรื่องลี้ลับ ท้องถิ่นของทางภาคเหนือที่บอกเล่าเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์ ตามตำนานเล่าว่าพวกมันมีใบหน้าคล้ายม้า แต่รูปร่างคล้ายคนตัวสูง ยาว ผอม และมีเสียงร้องโหยหวนคล้ายเสียงม้าร้อง ตามความเชื่อว่ามันคือวิญญาณของมนุษย์ที่ตอนมีชีวิตอยู่ทำผิดศีลธรรม เช่น ชอบลักขโมยของในวัด ทุบตีบุพาการี หรือทำผิดผีร้ายแรง ฟังแล้วดูเหมือนกับความเชื่อเรื่องผีเปรตนั่นแหละ
แต่ความน่ากลัวของเจ้าผีม้าบั้งคือวิธีการหลอกหลอนของมัน พวกมันจะส่งสัญญาณเตือนก่อนด้วยเสียงร้องคล้ายม้าโดนเชือด ตัดสลับกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากราวกับคนบ้า หากเป็นพระธุดงค์ทีไปปักกลดกลางป่า มันจะใช้วิธีวิ่งวนรอบราวกับปั่นประสาท หรือหากใครวิ่งหนี มันจะวิ่งไล่ตาม โดยที่เราไม่มีทางเห็นตัวมัน รู้ตัวอีกทีก็หมดแรง ล้มสลบไปซะแล้ว
ผีจะกละ
ผีจะกละ เป็น เล่าเรื่อง ของชาวล้านนาโบราณ รูปร่างลักษณะของมันคล้ายแมวดำที่มีขนเขลอะ หรือบางคนบอกว่าคล้ายกับค่างขนาดใหญ่ แต่ท่าทางเดินต่างจากสัตว์ป่าทั่วไป มันค่อนข้างจะเชื่องช้า เงียบ ลึกลับ ราวกับแมวป่าที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ ดวงตาสีแดงก่ำ รูม่านตาตั้งฉาก เขี้ยวและเล็บยาวอาบยาพิษ
ว่ากันว่ามันค่อนข้างดุร้ายและมีแรงอาฆาตมากกว่าผีป่าตัวอื่นตามความเชื่อ ว่ากันว่าผีจะกละเกิดจาก 2 สาเหตุคือ อาจจะเกิดจากสัตว์ป่าที่ไปกินซากศพของคนที่ตายวันเสาร์ เผาวันอังคาร จนวิญญาณเข้าสิงร่าง หลอมรวมกับร่างสัตว์ป่า อีกความเชื่อหนึ่งกล่าวว่า มันคือสิ่งที่พวกหมอผีหรือคนเล่นคุณไสยปลุกเสกขึ้นมาเพื่อรับใช้ แต่หากเลี้ยงไม่ดี หรือคนเลี้ยงทำผิดครู ของก็จะเข้าตัว ผู้นั้นก็จะกลายเป็นผีจะกละ แล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในป่า
ผีโขมด
จากภาพยนตร์เรื่อง “ธี่หยด” ภาค 2 หรืออย่างปีที่แล้วก็มีภาพยนตร์เรื่อง “ท่าแร่” ที่ทำให้คนไทยได้รู้จักกับเจ้าผีโขมด เรื่องลี้ลับ ที่ปรากฏหลักฐานตามความเชื่อที่พบเห็นได้ทั้งภาคเหนือ อีสาน ภาคกลาง หรือแม้แต่ภาคใต้ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน
ผีโขมด มีลักษณะคล้ายผีกระสือ ผู้คนที่เคยพบเห็นอ้างว่า พวกมันมีลักษณะคล้ายดวงไฟสีเขียวเรือง ๆ หรือฟ้าเขียว หรือไม่ก็สีเหลืองหม่นลอยไปมากลางป่ายามค่ำคืน พวกมันเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า พบได้บ่อยบริเวณขอบป่า หรือแม้กระทั่งตามหมู่บ้านยามค่ำคืน พวกมันจะออกหากินสิ่งของสกปรก เช่น ซากสัตว์เน่าเปื่อย สิ่งปฏิกูล ตลอดจนพวกสัตว์เล็ก ๆ อย่าง เขียด กบ ปลาตามหนองน้ำ
ว่ากันว่าผีโขมดไม่ได้ทำร้ายมนุษย์โดยตรง แต่จะใช้ลักษณะทำลายขวัญ สร้างความรู้สึกหวาดกลัว หรือหลอกล่อให้ผู้คนเดินตกหนองน้ำจนเสียชีวิต ในความเชื่อเรื่องลี้ลับในป่าภาคกลางเล่าว่า พวกมันมักมาขโมยกินสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ วัว หมู ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้
โป่งแดง
ในหัวข้อข้างต้นเราได้พูดถึงผีโป่งกันไปแล้วใช่ไหม แต่มีอีกคำเล่าเรื่องเกี่ยวกับผีโป่งของคนภาคตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี ตาก ที่บอกเล่าตำนานความเชื่อเกี่ยวกับอสูรกายร้ายแห่งเทอกเขาดงพญาเย็นอย่าง “โป่งแดง” หรือ “ผีโป่งแดง”
เจ้านี้จะอันตรายกว่าผีโป่งธรรมดา เพราะมันคืออสูรกายร้ายที่มีฤทธิ์เดชขั้นสูง หากมองเพียงลักษณะภายนอกเป็นเพียงดวงไฟลอยไปมา หากแต่ดูน่าเกรงขามกว่าดวงไฟของผีโป่งทั่วไป แต่ความจริงมันเปรียบได้กับจ่าฝูง มันไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ดูดเลือดจากเท้ามนุษย์ แต่หวังจะเอาชีวิต
มีตำนานเล่าว่าหากพรานคนไหนที่ตั้งห้างคร่อมเส้นทางเดินของสัตว์ หรือทำลายดินโป่ง ตกกลางคืน มันจะมาเขย่าต้นไม้จนห้างร่วงลงมา จากนั้นมันจะใช้เล็บอันคมเฉียบควักกินเครื่องในมนุษย์
ผีห้าง
เมื่อนายพรานเข้าไปล่าสัตว์ในป่าแล้วพักค้างแรม ก็มักจะมีการตั้งห้างไว้พักแรมบนต้นไม้ใหญ่ เรื่องลี้ลับ เกี่ยวกับวิญญาณร้ายที่เรียกว่า “ผีห้าง” ตามคำบอกเล่ามีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ “ผีห้างป่า” และ “ผีห้างนา”
ในส่วนของผีห้างนา เกิดจากวิญญาณของคนที่มานอนเฝ้านาในกระท่อม แล้วเสียชีวิตกะทันหัน ชาวบ้านเชื่อว่านี่คือลักษณะอาการตายโหง วิญญาณของผู้ตายไม่มีที่ไป จึงเร่รอน และอาศัยสิงอยู่ตามกระท่อมปลายนา
ส่วนผีห้างป่า เป็นเรื่องลี้ลับในป่าที่ค่อนข้างมีความน่ากลัวกว่าผีห้างนา ผีห้างป่าเกิดจากวิญญาณของนายพรานที่เสียชีวิตบนห้างกลางป่า โดยไม่มีใครพบศพ วิญญาณไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ วิธีทางเดียวที่พวกมันจะไปเกิดได้คือ ต้องหาตัวตายตัวแทน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มันจะพยายามล่อลวงนายพรานที่ไปใช้ห้างร้างบนต้นไม้ เมื่อพวกเขานอนหลับ มันจะขึ้นมานั่งทับอก คล้ายกับอาการผีอำ ร้ายสุดคือเข้าสิงร่าง แล้วทำให้ร่างนั้นร่วงตกลงมาจากต้นไม้เสียชีวิต
ผีกะสู้
จากที่เล่ามาทั้งหมด จะเห็นว่าผีป่าส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยปรากฏตัวให้มนุษย์เห็นตรง ๆ แต่จะใช้วิธีหลอกล่อเหยื่อให้สับสน และนำไปสู่ความตาย แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ “ผีกะสู้” อสูรร้ายชั้นต่ำที่พร้อมชนตัวต่อตัว
ความจริงชื่อของมันก็บ่งบอกความเป็นตัวมันได้ชัดเจนแล้ว นายพรานเล่าเรื่อง ผีกะสู้ ลักษณะภายนอกมันน่าเกลียดน่ากลัว ร่างเงาดำใหญ่มหึมา ร่างกายดำสนิทเหมือนถ่านไหม้ ไม่มีเส้นขน ผิวหนังหยาบกร้านเหมือนพวกแรดหรือหนังควายป่า ซึ่งทำให้พวกมันทนทานต่ออาวุธธรรมดา
พวกมันจะแตกต่างจากผีป่าหรือสัตว์ป่าทั่วไปตรงที่ว่า มันไม่กลัวแสงไฟ แต่กลับกันแสงไฟเป็นสิ่งเร้าใจ เมื่อพวกมันมองเห็นคนก่อกองไฟ มันจะเข้ามาจับจ้อง และรอจังหวะ ก่อนที่จะกระโจนเข้ามาทำร้ายเหยื่อแบบประชันหน้า โดยไม่เกรงกลัวอะไร มันจะใช้วิธีพุ่งชน เขย่าห้าง หรือวิ่งไล่กวดอย่างบ้าคลั่ง
ผีเม็งป่า
อีกหนึ่ง เรื่องลี้ลับ ตามความเชื่อของชาวล้านนาที่ปรากฏในภาคเหนือเกี่ยวกับผีเม็ง ว่ากันว่าผีเม็งไม่ได้เป็นอสูรกายชั่วร้าย แต่เป็นวิญญาณบรรพบุรุษที่มีหน้าที่ปกปักษ์รักษา
ผีเม็ง มี 2 ประเภท คือ ผีเม็งบ้าน ส่วนใหญ่แล้วก็มีวิญญาณของบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว ลูกหลานมีหน้าที่เซ่นไหว้เป็นประจำ มีการทำพิธีฟ้อนเม็งเพื่อบูชาและรำลึกถึงบรรพบุรุษ พวกเขาจะทำหน้าที่ปกป้องลูกหลานจากภัยอันตราย
ส่วนผีเม็งอีกประเภทเรียกว่า “ผีเม็งป่า” วิญญาณของชาวมอญที่เสียชีวิตในป่า เมื่อครั้งต้องต่อสู้ในสงครามยุคที่อาณาจักรล่มสลาย ผีเม็งป่าคือวิญญาณเร่ร่อนกลางป่า ไม่มีลูกหลานคอยเซ่นไหว้ พวกเขาจึงทำหน้าที่เป็นอารักแห่งป่า คอยปกป้องผืนป่า และจัดการคนรุกป่าหรือคิดไม่ดี
พวกเขามักใช้วิธีล่อลวงด้วยการสร้างภาพลวงตา เมื่อพรานป่าเดินหลงเข้ามาในเขต พวกเขาจะเนรมิตป่ารกร้างให้กลายเป็นหมู่บ้านโบราณ มีแสงไฟ และผู้คนดูอบอุ่น แต่เมื่อนายพรานตื่นมาตอนเช้า กลับพบว่าตัวเองตอนอยู่กับกองใบไม้แห้ง
เสือเย็น
เสือเย็น เป็นคติความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยตามแนวเทือกเขาทางทิศตะวันตก เสือเย็น นับว่าเป็นเรื่องลี้ลับในป่า ที่คล้ายกับตำนานเสือสมิง ตำนานของอสูรกายร้ายกาจที่มีฤทธิ์เดชและอาคมน่าเกรงขาม มันคือวิญญาณร้ายในร่างเสือ สามารถแปลงกายเป็นสัตว์ป่า แสงไฟ หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองได้
ลักษณะการล่อลวงก็คล้ายกับเสือสมิงของทางภาคกลาง มันจะใช้วิธีแปลงกายเป็นคนรู้จัก แล้วเรียกชื่อกลางดึก คนที่จิตใจไม่แข็งก็จะเกิดความสับสน และโดนล่อลวงให้ลงจากห้างยามค่ำคืน เมื่อเหยื่อลงมาถึงพื้นดิน มันจะเข้าตะครุบ แล้วลากร่างเข้าไปกัดกินในความมืด
อีกหนึ่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือเย็นที่มักจะแปลงกายเป็นพระธุดงค์นั่งปักกลดอยู่กลางป่า เมื่อผู้คนเดินผ่านมา แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงแวะกราบไหว้และขอพักแรม ทันทีที่ตกกลางคืน แล้วเหยื่อหลับสนิท มันจะกลายร่างเป็นเสือร้าย แล้วเข้าตะครุบกันกินเหยื่อทันที
สรุป
เรื่องราวของผีป่าของไทยเราเป็นอะไรที่สนุก ยิ่งฟังยิ่งเพลิน อาจจะด้วยความที่ประเทศไทยเรามีผืนป่าอยู่ทุกภาค ประกอบกับความผูกพันในเรื่องของวิญญาณและธรรมชาติคล้ายกับประเทศญี่ปุ่น จึงไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมเรื่องลี้ลับ เกี่ยวกับผีในป่ามีค่อนข้างเยอะและน่ากลัวจริง ซึ่งที่นำมาฝากในวันนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นเอง


