วัดสุทัศน์ ตำนานแร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุดทัศน์ มีอยู่จริงหรือ

หัวข้อน่าสนใจ

ชื่อของ วัดสุทัศน์ ยังคงเป็นชื่อของสถานที่ที่ฟังกี่ครั้งก็ให้ความรู้สึกขนลุกซู่อยู่เสมอ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตำนานเล่าขานของวัดดัง ที่มาพร้อมกับชื่อเสียงของ “เปรต” หรือที่คนไทยเรามักจะติดปากเรียกกันว่า “เปรตวัดสุทัศน์” นั่นเอง

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าตำนานแร้งวัดเกศ เปรตวัดสุทัศน์ แท้จริงแล้วสถานที่แห่งนี้คืออะไรกันแน่ น่ากลัวอย่างที่คิดหรือไม่ บทความนี้ ghostsfolder จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับตำนานวัดดังแห่งนี้กัน

ประวัติวัดสุทัศน์ วัดชื่อดังย่านเสาชิงช้า

วัดสุทัศน์ หรือชื่อเต็มคือ วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่บนถนนตีทอง แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ด้านหน้าวัดหันออกมาทางถนนอุณากรรณ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารที่มีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย เป็นวัดเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ใช้เวลาร่วม 3 รัชสมัยแล้วเสร็จ

วัดสุทัศน์
วัดเก่าแก่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในปี พ.ศ. 2350 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าให้มีการสร้างวัดขึ้นในพื้นที่พระนครชั้นใน โดยพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” ในรัชสมัยของพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างพระวิหารขึ้น เพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งได้อัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย

แต่การก่อสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก็สิ้นรัชสมัยของพระองค์ ชาวบ้านจึงได้เรียกขานวัดแห่งนี้ว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ บ้างก็วัดเสาชิงช้าก็มี

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงสานต่อ แต่ทำได้เพียงทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เองเท่านั้นก็สิ้นรัชสมัย ก่อนที่พระวิหารจะถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เมื่อปี พ.ศ. 2390 ทรงพระราชทานนามว่า “วัดสุทัศน์เทพธาราม” ตราบจนปัจจุบัน

ภายในอุโบสถวัดสุทัศน์
พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด

ภายใน วัดสุทัศน์ แบ่งออกเป็นเขตพระวิหารหลวง ประกอบด้วยพระวิหารหลวง และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศรีศากยมุนี ปางมารวิชัย พระพุทธรูปหล่อด้วยสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยสุโขทัย และภาพวาดฝาผนังที่โด่งดัง

ในส่วนเขตพระอุโบสถที่ถูกสร้างขึ้นแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานพระประธานนามว่า “พระพุทธตรีโลกเชฎฐ์” พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาด 10 ศอก 8 นิ้ว นอกจากนี้ ภายในพระอุโบสถยังมีซุ้มสีมา ซุ้มประตูแก้ว ตลอดจนประติมากรรมอื่น ๆ

ในสมัยก่อน วัดสุทัศน์ เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีหลายอย่าง เช่น พระราชพิธีพัฒนวัตร พระราชพิธีตรียัมปวาย (โล้ชิงช้า) เปรียบเสมืองศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ดั่งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงตั้งใจสร้างเป็น “วัดกลางเมือง” โดยมีเสาชิงช้าอยู่ด้านหน้า

ตำนานแร้งวัดเกศ เปรตวัดสุทัศน์

ว่ากันว่าในสมัยก่อนนั้น การเผาศพคนตายไม่สามารถทำได้ในเขตกำแพงเมือง ทำให้วัดภายในกำแพงเมือง เช่น วัดมหาธาตุ วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดบวรนิเวศ วัดราชบูรณะ วัดสุทัศน์ วัดราชนัดดา วัดชนะสงคราม ไม่มีเมรุสำหรับเผาศพเฉกเช่นปัจจุบัน ซึ่งประเพณีนี้ว่ากันว่าสืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา สืบเนื่องมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์

ประตูผี
ประรตูผี เส้นทางขนศพในสมัยรัชกาลที่ 2

วัดสระเกศมีเมรุหลวงเพียงหนึ่งเดียว อันได้ชื่อว่าเป็นเมรุเกียรติยศ ใช้พระราชทานเพลิงสำหรับพระบรมศพ และพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น ส่วนราษฎรที่เสียชีวิตจะไม่สามารถเผาศพในเขตกำแพงเมืองได้ จำเป็นต้องเผานอกกำแพงเมือง ซึ่งในอดีตมักมีการส่งศพผ่านประตูทางทิศตะวันออกตรงกับวัดสระเกศ ชาวบ้านเรียกประตูนั้นว่า “ประตูผี” เนื่องจากเป็นช่องทางสำหรับขนศพออกนอกกำแพงเมือง

ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เกิดอหิวาตกโรค (โรคห่า) ระบาดทั่วพระนคร รวมถึงบริเวณเมืองข้างเคียง ทำให้ผู้คนล้มตายนับหมื่นชีวิต ศพของผู้เสียชีวิตมักจะถูกนำไปโยนทิ้งไว้ที่ป่าช้าตามวัดต่าง ๆ เช่น วัดบางลำพู วัดสังเวช วัดปทุมคงคา ฯลฯ วัดสระเกศก็ถือเป็นหนึ่งในวัดที่ถูกนำศพมาโยนทิ้งไว้ และว่ากันว่าที่วัดสระเกศนี่แหละมีจำนวนศพถูกทิ้งมากที่สุด

ศพถูกทิ้งกองเป็นภูเขาเลากา เน่าเหม็นส่งกลิ่นคลุ้ง กลายเป็นที่ดึงดูดของเหล่าสุนัขและอีแร้ง ฝูงแร้งจำนวนมหาศาลบินโฉบลงมากินซากศพเน่าเปื่อย กลายเป็นภาพน่าสยดสยองแก่ชาวพระนคร

แร้งวัดสระเกศ
ศพจากโรคห่าถูกโยนทิ้งให้ฝูงแร้งจกกินบริเวณวัดสระเกศ

ภาพจำเช่นนี้ดำเนินสืบต่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ว่ากันว่ามีการนำศพของเหล่านักโทษมาโยนทิ้งไว้ที่วัดแห่งนี้ รวมถึงศพของชาวบ้านยากจนที่ไร้ญาติพี่น้อง ก็ถูกนำมาโยนไว้ให้ฝูงแร้งกิน ชาวบ้านจึงมีภาพจำว่าที่วัดสระเกศแห่งนี้ เป็นศูนย์รวมของฝูงแร้ง ความตาย และอีแร้งก็ถูกยกให้เป็นสัตว์อัปมงคล เชื่อกันว่า หากมันไปเกาะกิ่งไม้บ้านใคร จะนำพาเรื่องโชคร้าย หรือความตายกำลังมาเยือน

ตำนานเปรตวัดสุทัศน์

ชื่อเสียงเรียงนามของตำนานแร้งวัดสระเกศ มักมาพร้อมกับเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเปรต วัดสุทัศน์ คนไทยมักรู้จักชื่อนี้กันเป็นอย่างดี จนถึงขั้นถูกนำไปดัดแปลงสร้างเป็นละครโทรทัศน์ชื่อเรื่อง “เปรตวัดสุทัศน์” ที่ถูกฉายออกอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2546

ที่มาของตำนานเกี่ยวกับเปรต สืบเนื่องจากที่เราเล่ามาก่อนหน้านี้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการนำศพของผู้เสียชีวิตจากอหิวาตโรคมาโยนทิ้งในหลุมให้ฝูงแร้งกัดกิน ประกอบกับภาพวาดฝาผนังในโบสถ์มีภาพของเปรตตนหนึ่งนอนแผ่สังขารด้วยท่าทางอิดโรย ตัวยาว ร่างกายผอมบางดูน่าเวทนา ด้านข้างมีเหล่าพระสงฆ์กำลังยืนมองดูราวกับกำลังพิจารณาสังขาร

ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผีเปรต
จิตกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเปรต รายล้อมด้วยพระสงฆ์

จากภาพวาดนั้น ประกอบกับความน่ากลัวของเหล่าฝูงแร้งที่มากัดกินซากศพ ทำให้ชาวบ้านเล่าขานถึงความน่ากลัวของแร้งวัดเกศ และเปรตวัดสุทัศน์ ชาวบ้านเล่ากันว่า มักพบเห็นเปรตมายืนขอส่วนบุญบริเวณหน้าวัด

ในยุคปัจจุบัน นักวิชาการหลายท่านวิเคราะห์ว่า บางทีเปรตที่ชาวบ้านเห็น อาจจะเป็นเพียงเสาชิงช้าด้านหน้าวัดก็เป็นได้ โดยเฉพาะในวันที่หมอกลงจัด ทัศนวิสัยไม่ดี บวกกับความหวาดกลัวจากแร้งที่มากัดกินซากศพ อาจจะทำให้เกิดเรื่องเล่าขานต่าง ๆ นานาก็เป็นไปได้เช่นกัน