กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน กลายเป็นชื่อที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากตอนนี้กำลังมีภาพยนตร์แนวสยองขวัญชื่อเรื่อง “กิ่งแก้ว” กำลังเข้าฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ โดยในเรื่องนำแสดงโดยคุณทราย เจริญปุระ ที่กลับมาฝากฝีไม้ลายมือทางการแสดงในภาพยนตร์สยองขวัญอีกครั้งในรอบหลายปี

ภาพยนตร์เรื่อง “กิ่งแก้ว” มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของนาง กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน นักโทษหญิงที่โดนโทษประหารชีวิตเป็นรายที่ 2 ของประเทศไทย หรือบางคนอาจจะพอได้ยินชื่อตำนานคุกบางขวาง บอกเล่าความหลอนของผู้คนที่พบเห็นหรือได้ยินเสียงวิญญาณของนางกิ่งแก้ว
แต่ความจริงจะเป็นอย่างไร วันนี้ ghostsfolder จะชวนคุยคดีดังแห่งตำนานบางขวาง พร้อมเปิดแฟ้มประวัติของกิ่งแก้วว่าเป็นมายังไง ทำไมเธอถึงโดนโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต
ประวัติของกิ่งแก้ว ลอสูงเนิน
ย้อนไปกว่า 47 ปีที่แล้ว นางกิ่งแก้ว ลอสูงเนิน หญิงสาววัย 28 ปี เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา เธอเป็นคนโคราชโดยกำเนิด เธอเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ เพื่อความหวังจะมาชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อหาเงินเลี้ยงแม้และลูกของเธอ
แต่เส้นทางการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อต้องเผชิญทั้งเรื่องงาน และชีวิตรักที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เธอต้องรับการรักษาอาการทางจิตเวชที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเป็นเวลาหลายเดือน แต่ในที่สุด เธอก็มีโอกาสได้เข้าทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

เธอถูกจ้างงานให้ทำงานแม่บ้าน ดูแลทำความสะอาดบ้านทั่วไป ครอบครัวนี้มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย มีลูกชาย 1 คน ชื่อเด็กชาย วีระชัย อายุ 6 ขวบ แม้จะถูกจ้างงานในฐานะแม่บ้าน แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนที่เข้ากับเด็กได้ดี ทำให้เด็กชายพึงพอใจและสนิทกับเธอได้ในเวลารวดเร็ว
เส้นทางที่เหมือนจะเป็นไปได้สวย กลับไม่เป็นอย่างที่คิด
ดูเหมือนว่าการทำงานในครอบครัวนี้จะเป็นไปได้สวย เธอกับวีระชัยเข้ากันได้ดี เด็กชายไว้ใจเธอเสมือนแม่นม จึงเรียกเธอว่า “แม่กิ่ง” เป็นคำติดปาก ทางครอบครัวก็รู้สึกพึงพอใจ เมื่อเห็นว่ามีคนช่วยเลี้ยงดูลูกชายอีกคน ถึงขนาดไว้วางใจให้กิ่งแก้วไปรับ-ส่งลูกชายที่โรงเรียนคริสต์ธรรมศึกษาเป็นประจำ
แต่การสนิทสนมนี้ ทำให้กิ่งแก้วแทบจะกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กไปโดยปริยาย โดยเธอให้เวลากับการเลี้ยงเด็กมากกว่าการทำงานบ้าน ซึ่งเป็นงานหลักที่เธอจะต้องทำ จนทำให้ทางครอบครัวรู้สึกว่าเธอละเลยการทำงานบ้าน ในช่วงแรกมีการเรียกมาตักเตือนอยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าไม่มีการปรับปรุงพฤติกรรม
ในที่สุด ทางครอบครัวจึงตัดสินใจบอกเลิกจาก กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน เนื่องจากเธอไม่ทำงานบ้านตามที่ตกลงในการจ้างเอาไว้ การถูกเลิกจ้างครั้งนี้นับเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับกิ่งแก้วเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงนี้เอง เป็นช่วงที่เธอเริ่มรู้จักและมีความสัมพันธ์กับ “ปิ่น” แฟนหนุ่มคนใหม่
แต่การได้รู้จักกับแฟนคนนี้มันกลับกลายเป็นเส้นทางสู่เหตุการณ์เลวร้าย เพราะปิ่นเคยมีส่วนร่วมในการกระทำฆาตกรรมร่วมกับเพื่อนของเขา แต่ในการฆาตกรรมครั้งนั้นพวกเขารอดมาได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานพยานเอาผิดได้
จุดเริ่มต้นจากคดีลักพาตัว สู่การฆาตกรรมอันโหดร้าย
จากคำให้การของนางกิ่งแก้ว จุดเริ่มต้นมาจากปิ่น แฟนหนุ่มวัย 28 ปี ได้ชักชวนให้ลักพาตัววีระชัยเพื่อเรียกค่าไถ่ เนื่องจากทางครอบครัวของวีระชัยค่อนข้างมีฐานะดี ในช่วงแรกกิ่งแก้วอ้างว่าเธอไม่อยากทำ เพราะเธอเองก็ผูกพันกับวีระชีย แต่ด้วยสถานการณ์ที่เพิ่งโดนไล่ออก มีความแค้นเคืองต่อนายจ้าง บวกกับข้อเสนอเรื่องการเงินที่แฟนหนุ่มเสนอมาให้ เธอจึงตัดสินใจลักพาตัวเด็กชาย

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2521 กิ่งแก้วตัดสินใจไปรับวีระชัยที่โรงเรียนคริสต์ธรรมศึกษาเหมือนที่เคยทำเป็นปกติ คุณครูที่โรงเรียนก็ไว้ใจปล่อยให้เด็กชายกลับไปกับนางกิ่ง เนื่องจากคุ้นชินกับการที่นางกิ่งแก้วมารับเด็กชายกลับบ้านเป็นประจำ ส่วนวีระชัยก็ไม่รู้สึกเอ๊ะใจอะไร ยังคงไว้ใจคนที่เขาเรียกว่าแม่กิ่ง
แต่คราวนี้เธอไม่ได้พาเด็กชายกลับบ้านเฉกเช่นทุกวัน เธอกลับพาขึ้นรถไปยังตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อซ่อนตัวเด็กชายที่บ้านของญาติที่ร่วมขบวนการเดียวกัน
หลังจากลักพาตัววีระชัย พวกเขาจึงส่งจดหมายไปยังพ่อแม่ของเด็กเพื่อเรียกเงินค่าไถ่จำนวน 200,000 บาท (ในยุคนั้น) โดยแจ้งว่าห้ามแจ้งตำรวจ ไม่งั้นจะฆ่าลูกชายทิ้ง ส่วนวันเวลาและสถานที่จะแจ้งภายหลัง
ในระหว่างที่พาเด็กชายมาซ่อนตัว วีระชัยแทบไม่ร้องเสียงดัง เพราะมี กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน คอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
ทางครอบครัวตัดสินใจแจ้งความกับตำรวจสถานีบางรัก เพื่อช่วยวางแผนจับกุมคนร้ายและช่วยลูกชาย พวกเขาได้รับจดหมายจากกลุ่มคนร้ายว่า ให้ขึ้นรถไฟ แล้วโยนถึงเงินลงทางซ้ายของรถไฟระหว่างสถานีจันทึกกับสถานีปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พวกเขาจะปักธงสีขาวเอาไว้เป็นสัญลักษณ์
พ่อกับแม่ของวีระชัยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามที่คนร้ายบอก เพราะเกรงว่าลูกชายจะเป็นอันตราย แต่เมื่อถึงวันนัดหมาย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาค่ำ ทำให้เมื่อรถไฟเคลื่อนตัวผ่านสถานีจันทึก – ปากช่อง พวกเขามองไม่เห็นธงสีขาว จึงไม่กล้าโยนถุงเงินลงไป
กลุ่มคนร้ายเปลี่ยนมาเป็นยกธงสีขาวโบกสะบัดไปมา แต่ทางครอบครัวก็ไม่สามารถมองเห็นสัญลักษณ์นั้นได้ กลุ่มคนร้ายจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านด้วยอารมณ์โทสะ เพราะว่าคิดว่าครอบครัวของวีระชัยตุกติก และแจ้งตำรวจมาจับพวกเขา

เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้าน จึงตัดสินใจอุ้มเด็กชายพาเดินลัดเลาะไร่ข้าวโพดไปยังหลุดที่ขุดไว้ห่างจากตัวบ้านประมาณ 50 เมตร
นายปิ่นเอามีดยัดมือกิ่งแก้วให้แทงวีระชัย ซึ่งตอนนั้นเด็กชายกำลังหลับอยู่ เมื่อถูกแทงครั้งแรก เด็กชายร้องว่า “แม่กิ่ง หนูเจ็บ” ก่อนที่จะถูกแทงครั้งที่ 2 นายปิ่นไล่กิ่งแก้วให้กลับบ้าน ก่อนที่เขาจะหักคอเด็กชายจนเสียชีวิต ก่อนจะโยนร่างลงในหลุมที่ขุดเอาไว้
การสืบความจริงจากปากของนางกิ่งแก้ว
ทางเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านของนางทองม้วน โกบโคกกรวด ซึ่งคาดว่าเป็นสถานที่ที่ กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน น่าจะพาตัวเด็กชายไปซ่อน เมื่อไปถึงก็พบทั้งนางทองม้วน นางทองสุข และนางกิ่งแก้วอยู่ด้วยกัน ส่วนนายปิ่นและเกษมได้หนีไปกบดานที่อื่น
การสอบสวนใช้เวลาไม่นานนัก เพราะนางกิ่งแก้วเป็นคนสารภาพเองว่าเด็กชายวีระชัยได้เสียชีวิตลงไปแล้ว และเธอเองที่เป็นคนชี้จุดฝังเด็ก
ในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2521 ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมตัวผู้ลงมือทั้ง 3 คน ก่อนที่จะจับกุมตัวนายปิ่นและเกษมได้ในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2521

นางกิ่งแก้วปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด เธอพูดอย่างเดียวว่า ตนไม่ได้ทำ ตนถูกสามีบังคับ เธอไม่ได้ฆ่า ฉันไม่ผิด
ในระหว่างที่ถูกจองจำในทัณฑสถานหญิง เธอมีอาการคลุ้มคลั่ง หลังจากได้ยินคำบอกเล่าว่าโทษของเธออาจถึงที่สุดคือ ประหารชีวิต จนเจ้าหน้าที่ต้องพยายามสงบสติอารมณ์ เธอถูกนำตัวไปยังคุกบางขวาง เพื่อรอรับโทษประหารชีวิต จนถึง ณ ตอนนี้เธอก็ยังพูดคำซ้ำ ๆ ว่า “ฉันไม่ผิด” พร้อมพร่ำชื่อวีระชัยตลอดเวลา
การตัดสินโทษสูงสุด
เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2522 กิ่งแก้วถูกโทษสูงสุดนั่นก็คือการประหารชีวิต ซึ่งในสมัยนั้นพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 200 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ตัดสินโทษประหารชีวิต

ในการประหารชีวิตนางกิ่งแก้ว เพชฌฆาตยิงกระสุนชุดแรกกว่า 10 นัด จึงปลดร่างเธอลงมา แต่เธอกลับยังไม่เสียชีวิต คำให้การอ้างว่า เธอร้องว่า “หาหมอ” เพชฌฆาตจึงตัดสินใจเอาร่างเธอไปมัดอีกครั้งเพื่อทำการประหาร โดยในครั้งที่ 2 รัวกระสุนกว่า 15 นัด รวมแล้วเธอโดนทั้งหมด 25 นัด จนเสียชีวิตในที่สุด
หลังจากการประหาร กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน นายปิ่นและเกษมก็มีโทษประหารเช่นกัน ส่วนผู้ร่วมขบวนการอีก 2 รายถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต
ตำนานเรื่องเล่าสุดหลอนคุกบางขวาง จากเรื่องจริงสู่ภาพยนตร์
เรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานคุกบางขวาง มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของกิ่งแก้วนี่แหละ ตำนานนักโทษหญิงที่ถูกประหารชีวิตแล้วไม่ตายในทันที คนในระแวกนั้นอ้างว่า พวกเขามักได้ยินเสียงผู้หญิงร้องโหยหวน บ้างก็อ้างว่าได้ยินเสียงหญิงสาวคร่ำครวญว่า “ฉันไม่ผิด ฉันไม่ได้ทำ”
เรื่องเล่าคำร่ำลือเล่านี้เหล่านี้ส่วนใหญ่มักเล่ากันในหมู่ชาวบ้านและวินมอเตอร์ไซค์ จนทำให้บางคนแทบไม่กล้าขับผ่านคุกบางขวางยามค่ำคืน เพราะไม่อยากเจอเรื่องหลอน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่าเรื่องจริง หรือคนคิดกันไปเองก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ชื่อของกิ่งแก้ว เรียกได้ว่ากลายเป็นชื่อแห่งตำนานของเมืองไทย ปัจจุบันมีการหยิบยกเรื่องราวของเธอมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่อง “กิ่งแก้ว” ที่ได้นักแสดงมากฝีมืออย่างคุณทราย เจริญปุระมารับเล่น
โดยเนื้องเรื่องของภาพยนตร์จะไม่ได้มาเชิงสารคดีหรือเล่าอัตชีวิตมากเท่าไหร่นัก แต่จะเล่นไปในเชิงหนังสยองขวัญ โดยอิงเรื่องจริงของนางกิ่งแก้วซะมากกว่า พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คล้ายกับตำนานนางนาคพระโขนงของไทยเรานั่นแหละที่ถูกหยิบยกไปดัดแปลงเป็นเวอร์ชันภาพยนตร์ที่มีทั้งแบบหลอนจัดและแบบตลกรอมคอม
สรุปเรื่องราวของกิ่งแก้ว
ทุกวันนี้ชื่อของ กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน ก็ยังคงเป็นตำนานนักโทษหญิงของไทยที่ถูกประหารชีวิตที่คนไทยไม่มีวันลืม พร้อมเรื่องราวที่สามารถหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาสู่คนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี ส่วนในเวอร์ชันภาพยนตร์ก็จะให้ฟีลอีกแบบนึง ออกจะเน้นไปทางบันเทิงซะมากกว่า เอาเป็นว่าใครสนใจเรื่องนี้ สามารถไปรับชมกันได้ที่โรงภาพยนตร์น้า

