เมืองลับแล โลกอีกมิติที่ซ่อนจากสายตามนุษย์โลก มีจริงหรือแค่เรื่องแต่ง

หัวข้อน่าสนใจ

เรื่องราวของ เมืองลับแล คงจะพอคุ้นหูคนไทยอยู่บ้าง ไม่ว่าจะรู้จักผ่านทางเรื่องเล่าตำนานโบราณ หรือแม้แต่การนำเสนอผ่านสื่อในรูปแบบละครโทรทัศน์ เช่น ละครชุด วัยซนคนมหัศจรรย์ ตอน ลับแล เคยออกอากาศทางช่อง iTV ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2549 หนึ่งในตอนที่เด็ก ๆ วัยซนหลุดเข้าไปในดินแดนลึกลับชวนพิศวงที่ซ่อนอยู่กลางป่าทึบ บางคนรู้จักเรื่องราวของเมืองลับแลว่าเป็นเมืองแม่ม่าย ผู้คนต้องรักษาศีล

ว่าแต่เมืองที่ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าตำนานท้องถิ่นที่เล่าปากต่อปากเหมือนตำนานหลายเรื่องของเมืองไทย ถ้าเพื่อน ๆ อยากรู้คำตอบ บทความนี้ ghostsfolder จะพาไปลองมาแกะรอยไปพร้อมกัน

เมืองลับแล โลกอีกมิติที่ตัดขาดจากโลกภายนอก

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ เมืองลับแล มีทั้งการบอกเล่าปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่แล้ว ยังมีบันทึกถึงการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ไว้มากมาย บ้างก็ว่าเป็นเมืองแม่ม่ายที่มีแต่ผู้หญิงล้วน ผู้ชายไม่สามารถอยู่อาศัยได้ คนที่จะอาศัยในเมืองนี้ได้ต้องเป็นผู้รักษาศีลอย่างเคร่งครัด หนึ่งในกฎเหล็กของที่นี่คือ ห้ามพูดเท็จ ห้ามลักขโมย

ชาวบ้านเมืองลับแล
คนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอลับแลตามประวัติศาตร์

บ้านเมืองเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางป่าลึก ไม่มีใครสามารถเดินเท้าเข้าไปง่าย ๆ ภายในเต็มไปด้วยความลึกลับและสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่สามารถพบได้ในโลกมนุษย์ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติมหาศาลซ่อนไว้ และด้วยความที่เมืองมีแต่ผู้หญิงล้วน ดังนั้น ผู้หญิงจึงมีอำนาจในการปกครอง พวกเขามองผู้ชายเป็นเพียงเครื่องผลิตทายาท แต่ไม่สามารถมีบทบาทในการปกครอง ซึ่งต่างจากโลกมนุษย์ที่การปกครองส่วนใหญ่ยังคงยึดหลักปฏิบัติชายเป็นใหญ่อยู่  

ลับแล เมืองโบราณมีจริงหรือแค่คำบอกเล่า  

แม้จะถูกบันทึกถึงการมีอยู่ของเมืองลับแลในตำราโบราณ แต่ความจริงแล้ว เมืองลับแล เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง “ลับแล” เป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ว่าการอำเภอลับแลตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ประมาณ 9 กิโลเมตร

อำเภอลับแล
อำเภอหนึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ประมาณ 9 กิโลเมตร

มีการบันทึกถึงที่มาของชื่อลับแล มาจาก 2 ตำนานโบราณ คือ ตำนานเมืองแม่ม่ายตามที่เราเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่าที่นี่เป็นเมืองที่มีแต่ผู้หญิง ตัวเมืองถูกซ่อนเร้นภายในเทือกเขาสลับซับซ้อน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ลับแล”

อีกหนึ่งคำบอกเล่าว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับยังเมืองทุ่งยั้ง พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกต้นไม้บดบังไว้ พระองค์ทรงเรียกขานที่นี่ว่าเป็นสถานที่ลึกลับ ซึ่งภายหลังถูกเรียกกันต่อมาว่า “ลับแล”

แต่ก่อนชาวบ้านเรียกขานกันว่า “ลับแลง” ความหมายตรงตามรูปศัพท์ หมายถึง เมืองที่ตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ลึกลับของป่าเขาสลับซับซ้อน กล่าวกันว่า หากผู้ใดเดินทางหลงเข้าไป ยากที่จะหาทางออกได้ ภายหลังคำว่า ลับแลง จึงเพี้ยนมาเป็น “ลับแล” เฉกเช่นปัจจุบัน

ตามที่เราเขียนอธิบายในช่วงแรกว่าที่นี่คือ “เมืองแม่ม่าย” มีแต่ผู้หญิงจริงหรือ ? ความจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว บางตำราเล่าว่าที่จริงก็มีผู้ชายอยู่ เพียงแต่ผู้ชายมีหน้าที่ออกหาของป่า ปล่อยให้ภรรยาและลูกอยู่บ้าน ซึ่งดูแล้วก็ไม่ต่างจากหมู่บ้านทั่วไปเท่าไหร่ หากเพียงแต่ผู้ชายจะไม่มีอำนาจทางปกครองในเมืองนี้

ตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับเมืองลี้ลับที่ชื่อว่า “ลับแล”  

เรื่องราวของ เมืองลับแล ไม่ได้มีเพียงแค่ตำนานเดียว แต่ถูกบันทึกร้อยเรียงเรื่องราวไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นหรืออาจจะเป็นเรื่องจริงไม่มีใครทราบแน่ชัดได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตามเรื่องราวของพวกเขาก็ถูกหยิบนำมาทำเป็นกรณีศึกษาให้คนรุ่นหลัง

ตำนานพรานหนุ่มผู้หลงรักแม่ทองพูน

เรื่องเล่าเกี่ยวกับพรานหนุ่มจากใต้ที่เดินทางป่ากับคณะ เขาพลัดหลงกับคณะ แล้วได้พบกับแม่ทองพูน สาวแรกรุ่นจากดินแดนลี้ลับที่ตั้งซ่อนตัวอยู่ใจกลางป่าลึก สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองแห่งสัจจะวาจา ห้ามพูดปลด ห้ามผิดคำพูด พรานหนุ่มคนนี้ได้แต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยากับแม่ทองพูน แต่แล้ววันหนึ่งเขาดันพูดโกหกโดยไม่ตั้งใจ แต่ด้วยความที่กฎคือกฎ ไม่มีใครสามารถแหกกฎของเมืองนี้ได้ แม้นางจะรักสามีเพียงใด ก็จำใจต้องขับไล่เขาออกจากหมู่บ้าน

การเสด็จประพาสเมืองลับแล

เมื่อราวปี พ.ศ. 2430 ในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมาเยือน เมืองลับแล ซึ่งในตอนนี้ตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัย ท่านได้ทรงบรรยายถึงสภาพความเป็นอยู่ของหมู่บ้านไว้ว่า

ตั้งแต่ริมน้ำขึ้นไปเป็นที่เป็นน้ำท่วมและป่าแดง ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ใหญ่ให้ร่มเงามากกว่าที่แจ้ง ป่าไม้บนถนนเส้นนี้ห้ามไว้ข้างละ 5 เส้น ไม่ให้ใครตัด พอออกจากป่าถึงพบกับพลับพลาเมืองลับแล เห็นเป็นภูเขาตั้งเป็นคันเทือกเขาใหญ่ยาว ที่ปากถนนมีบ้านเรือนชาวบ้านตั้งอยู่หลายหลัง

มีถนนตัดผ่านท้องนา เมื่อสุดปลายนา จึงพบกับบ้านเรือนชาวบ้าน ส่วนใหญ่ทำสวนผลไม้และปลูกต้นหมาก บ้านเรือนมีทั้งสูงและต่ำ เป็นเรือนหลังใหญ่ ๆ เสาโต ๆ ตั้งเรียงรายกันไป

บันทึกในสมุดข่อย
บันทึกในสมุดข่อยโบราณถึงการมีอยู่ของเมืองลับแล

จากบันทึกพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเป็นการบรรยายถึงสภาพบ้านเมืองของอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่ได้กล่าวถึงตำนานลี้ลับแต่อย่างใด

ตำนานเมืองแม่ม่ายและมิติซ้อนทับของชาวล้านนา  

เรื่องนี้เป็นตำนานคำบอกเล่าจากทางภาคเหนือ แต่ก่อนคือเมืองล้านนาโบราณ ได้บันทึกเอาไว้ถึงเมืองแม่ม่าย พวกเขาไม่ได้มองเป็นแค่เพียงเมืองลี้ลับเท่านั้น แต่ความเชื่อล้านนามองว่าสถานที่แห่งนี้คือมิติซ้อนมิติหรือที่เรียกกันว่า “เมืองบังบด” สถานที่ที่ซ่อนตัวในป่าทึบ ได้รับการดูแลโดยเหล่าพญานาค รุกขเทวดา และผู้บำเพ็ญเพียรถือศีลบริสุทธิ์เท่านั้น

เมืองบังบดแห่งนี้ถือเรื่องสัจจะวาจาเป็นสำคัญ ผู้ชายที่หลงเข้าไปส่วนใหญ่มักผิดคำพูด จึงถูกขับไล่ออกจากเมือง เหลือเพียงเพศหญิงเท่านั้นที่ดูแลกันเอง

ตำนานของชาวล้านนายังกล่าวถึงปรากฏการณ์แลกเปลี่ยนสินค้า ชาวบ้านเล่าว่าในวันศีลวันพระ ชาวเมืองลับแลจะนำสินค้าจำพวกผ้าทอหนาและของป่าหายากมาตั้งวางไว้ปากถ้ำ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งของจากโลกภายนอก เช่น เกลือ หมากพลู และเครื่องใช้จากโลกภายนอก แต่ไม่มีใครเคยเห็นตัวคนขาย

นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับตำนานประตูมิติอันศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่ามีเพียงผู้มีบุญสัมพันธ์เท่านั้นที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอีกมิติได้ ทางเข้าเมืองแม่ม่านจะเชื่อมโยงกับถ้ำอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีหมอกลงหนา แต่หากใครพยายามแสวงหาด้วยความโลภ จะเห็นเป็นเพียงผนังถ้ำทางตันหรืออาจจะเดินหลงป่าไปเลยก็มี

เรื่องเล่าความลับดงพญาเย็น

อีกหนึ่งเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองลับแล ที่ปรากฏในแถบภาคกลางและภาคอีสาน เป็นเรื่องที่เล่ากันปากต่อปากจากคนที่เป็นพรานป่า ซึ่งแต่ก่อนพรานป่ามักจะเดินเท้าหาของป่าในแถบเทือกเขาดงพญาเย็น เทือกเขาหนาทึบที่แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาไม่ถึง เมื่อเดินหลงทางลึกเข้าไปก็พบกับหมู่บ้านที่กลับมีแสงแดดส่องถึง มีการปลูกนาข้าว พืชผักสมุนไพร และผลไม้

ชาวบ้านที่นี่ต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี แต่งกายด้วยผ้าพื้นเมืองสะอาดเรียบร้อย พูดจาดี พวกเขาให้สถานที่พักแรม เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามกฎคือ ห้ามพูดคำหยาบคาย ห้ามพูดโกหก และห้ามหยิบสิ่งของในหมู่บ้านออกไป วันรุ่งขึ้นพวกเขานำทางมาส่งยังชายป่า พร้อมกำชับไม่ให้บอกใครถึงทางเข้าหมู่บ้าน

แต่กระนั้นพรานป่าก็นำเรื่องนี้ไปเล่าต่อปากต่อปากอยู่ดี อีกทั้งยังพยายามหาทางเข้าหมู่บ้านอีกครั้งด้วยความโลภและสมบัติ แต่ท้ายสุดแล้วก็ไม่มีใครสามารถหาทางเข้าได้อีกเลย

การแต่งกายของชาวบ้านเมืองลับแล
หญิงสาวเมืองลับแลแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองสะอาดเรียบร้อย

แม้เรื่องราวของเมืองลับแล จะมีบันทึกถึงการมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ฐานะเมืองขึ้นและอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่ในอีกทางหนึ่งก็มีคำบอกเล่าถึงการมีอยู่ในฐานะเมืองลี้ลับที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเรื่องของเมืองแม่ม่ายมีอยู่จริงไหม แต่ถ้าลองมองถึงเจตนาของคนโบราณ เรื่องราวของเมืองลับแลในมิติลี้ลับ ก็อาจจะเป็นกุศโลบายให้มนุษย์รักษาศีลธรรมและเคารพต่อธรรมชาติก็เป็นได้