เรื่องราวของเปรตตามศาสนาฮินดู พุทธ เต๋า และศาสนาพื้นบ้านของจีน

หัวข้อน่าสนใจ

เปรต เป็นสิ่งที่คนไทยเราได้ยินกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ผู้ใหญ่มักสอนเสมอว่าอย่าตีพ่อแม่ อย่าพูดคำหยาบกับพ่อแม่ ไม่งั้นตายไปแล้วจะกลายเป็นเปรต ภาพจำของเปรตที่เรามักคุ้นเคยคืออสูรกายตัวสูงยาว ร่างกายซูบผอม ไร้เรี่ยวแรง มักจะปรากฏตัวในวันพระ เรื่องราวของเปรตมักเป็นอสูรกายที่ปรากฏในศาสนาพุทธ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วไม่ได้มีเพียงศาสนาพุทธเท่านั้นที่เชื่อเรื่องนี้ ยังมีอีกหลายศาสนาที่พบหลักฐานการมีอยู่และความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับสิ่งนี้

บทความนี้ Ghostsfolder จะนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “เปรต” วิญญาณของคนตายในมุมมองต่างศาสนาว่าเขามีความเชื่อเรื่องนี้กันอย่างไรบ้าง

เปรต ตามหลักฐานความเชื่อของศาสนาพุทธ

ในศาสนาพุทธ เปรต ไม่ได้เรื่องที่ถูกคิดขึ้นมาลอย ๆ แต่ตั้งอยู่บนคติจักรวาลและระบบกฎแห่งกรรม ตามหลักของศาสนาพุทธเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดไว้ 31 ภพภูมิ เปรตจัดอยู่ในอบายภูมิ 4 เรียกว่า “ทุคติภูมิ” ภพภูมิที่ปราศจากความสุข รากฐานที่ส่งให้คนเกิดไปเป็นเปรตคือ “โลภะ” ความอยากได้อยากมี และ “อัจฉริยะ” ความตระหนี่ อยากได้จนเบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น

การที่มนุษย์ประเภทนี้ตายไปแล้วเกิดเป็นเปรต เกิดจากสภาวะจิตจำลองเป็นกาย จิตที่หิวโหยในชาตินี้จะจำลองเป็นรูปกายที่สะท้อนความหิวโหยในชาติหน้า คือ ปากเท่ารูเข็ม ตอนเป็นมนุษย์หวงกินหวงทาน หรือด่าพระสงฆ์ ด่าบุพาการี เป็นต้น

เปรตเป็นดวงวิญญาณที่ไม่สามารถหาอาหารกินเองได้ ต้องอาศัยการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล จึงสอดคล้องกับหลักศาสนาพุทธที่มีพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณเร่ร่อน ตามหลักคติเรื่อง “ปรทัตตูปชีวีเปรต”

เปรตในไตรภูมิพระร่วง
เปรตโลกยะ และโลกันตนรก จากสมุดภาพไตรภูมิ

เปรต 3 ประเภทตามหลักศาสนาพุทธ

ในคติธรรมตามหลักศาสนาพุทธ ได้แบ่งแยกเปรตออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ เปรตสภาวะจิต ภพภูมิทางพลังงานกรรม เปรตทางกลไกจริยธรรมและการเชื่อมโยงทางสังคม

เปรตทางสภาวะจิตตามที่เราได้กล่าวถึงข้างต้นคือ เมื่อยามเป็นมนุษย์จะตระหนี่ ไม่รู้จักพอ จึงปรากฏกายในรูปสภาพหิวโหย ผอมโซ ลักษณะคอเล็กเท่ารูเข็ม แต่ท้องใหญ่เท่าภูเขา

ส่วนภพภูมิทางพลังงานกรรม เปรตคือ “โอปปาติกะ” กำเนิดทันทีตามแรงกรรม เมื่อคนเราเสียชีวิตลง กรรมผูกกับสิ่งใด ย่อมไปเกิดเป็นสิ่งนั้น หากจิตผูกติดอยู่กับความโลภ หวงแหน ยึดติด จิตจะนำพาไปเกิดเป็นเปรต

ส่วนเปรตในความเชื่อสุดท้ายเป็นเหมือนกลไกทางจริยธรรมที่เอาไว้เตือนสติผู้คนในสังคมให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ให้มนุษย์เกรงกลัวต่อบาป โดยเฉพาะกรรมจากการอกตัญญู การเบียดเบียนสงฆ์ การทำบาปต่อผู้มีพระคุณ และความตระหนี่ถี่เหนียว   

เปรตตามคำสอนของศาสนาฮินดู

ในศาสนาฮินดูพบหลักฐานบันทึกถึงการมีอยู่ของวิญญาณที่เรียกว่า Preta หมายถึง ผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือ ผู้ที่จากไปแล้ว โดยรากฐานความเชื่อของหลักศาสนาฮินดูยังเป็นต้นกำเนิดที่ส่งอิทธิพลมาสู่พุทธศาสนา แต่จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของพิธีกรรมและการทำศพ

เปรตในความเชื่อฮินดู
ภาพวาดเปรต วิญญาณของผู้ล่วงลับที่ทุกคนจะต้องเจอก่อนเปลี่ยนภพภูมิ

ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูจะมีความแตกต่างจากศาสนาพุทธตรงที่ เปรตไม่ได้หมายถึงคนทำกรรมหนักจะกลายเป็นเปรตเสมอไป แต่เขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนที่ตายไป ไม่ว่าจะเป็นผู้มีบุญ ทำกรรมดี หรือทำกรรมชั่ว เมื่อสิ้นลมหายใจ ทุกคนจะกลายเป็นเปรตทั้งหมด แต่เป็นเพียงสภาวะชั่วคราว สภาวะที่เรียกว่าวิญญาณเร่ร่อน ไร้กายเนื้อ มีความหิวโหยอยู่ตามธรรมชาติ ก่อนที่จะถึงเวลาเดินทางไปยังดินแดนปิตฤโลก ก่อนที่จะไปผุดไปเกิดในภายหลัง จึงหมายความว่า สภาวะชั่วคราวที่ทุกคนต้องพบเจอก่อนไปเกิดใหม่

แต่หากมนุษย์คนใดเสียชีวิตผิดธรรมชาติ เช่น ถูกฆาตกรรม อสูรฆาต สุยิฆาต แล้วไม่มีลูกหลานประกอบพิธีศราราทธ์ให้ ดวงวิญญาณจะติดค้างอยู่ในสภาวะเปรตอย่างยาวนาน ต้องเผชิญกับความทรมาน ความหิวโหย และจะกลายเป็นดวงวิญญาณดุร้ายที่มักจะสร้างความเดือดร้อนให้ญาติพี่น้องต้องคอยทำบุญไปให้

พิธีศรารทธ์ พิธีกรรมเผาศพตามหลักฮินดู

การทำพิธีศรารทธ์ เป็นการทำพิธีเผาศพของผู้เสียชีวิต แง่มุมที่น่าสนใจอยู่ที่ชะตากรรมของผู้ตายขึ้นอยู่กับลูกชายเสียส่วนใหญ่ คนเป็นลูกชายหรือญาติผู้เลวทรามจะต้องถวายก้อนข้าว (ปิณฑะ) ให้แก่ผู้ตายเป็นเวลา 10-12 วัน ก้อนข้าวแต่ละก้อนเชื่อว่าคือการสร้างกายทิพย์ (ร่างกายใหม่) ตั้งแต่ศีรษะ อก ท้อง และลิ้น เมื่อทำพิธีครบ ร่างกายที่ตกอยู่สภาวะเปรตจะหลุดพ้น กลายเป็น “ปิตฤ” (บรรพบุรุษ) ก่อนที่จะเดินทางไปสู่แดนพระยมในภายหลัง

หากลองมองดูความเป็นจริง ความเชื่อเรื่องเปรตสอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาฮินดู โดยเฉพาะในด้านความกตัญญู เพราะกายจิตที่ผูกติดอยู่กับญาติพี่น้อง โดยเฉพาะลูกชาย หากมีลูกที่ดี ก็จะสามารถปลดปล่อยวิญญาณบรรพบุรุษให้ไปสู่ดินแดนใหม่ที่ดี แต่ในทางกลับกันหากมีลูกไม่ดี ดวงวิญญาณบรรพบุรุษก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ญาติพี่น้องและลูกหลานได้

เรื่องราวของเปรตไม่ใช่นิทานพื้นบ้านและเรื่องเล่าปรัมปราท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์สำคัญของฮินดู ได้แก่ ครุฑปุราณะ คัมภีร์ที่ใช้ท่องในพิธีศพฮินดู คัมภีร์มหาภารตะ และมนูสมฤติ ซึ่งเป็นกฎหมายฮินดูโบราณที่บันทึกเรื่องราวของเปรตไว้เช่นเดียวกัน

ความเชื่อเรื่องผีหิวในศาสนาเต๋า

ศาสนาเต๋า ไม่ได้ใช้คำว่า “เปรต” โดยตรง แต่เขาจะเรียกกันว่า “ผีหิว” หรือ เหง้ากุ่ย ซึ่งถ้าได้ลองศึกษาแนวคิดจะมีความคล้ายกับความเชื่อเรื่องเปรตที่ปรากฏในศาสนาพุทธ

หลักฐานความคิดเกิดจากสัจธรรมและดวงวิญญาณ “ฮั่น” คือ สวรรค์ วิญญาณฝ่ายสูง สติปัญญา เมื่อเสียชีวิต วิญญาณของผู้ตายจะลอยขึ้นสวรรค์และไปสู่ภพภูมิที่ดี ส่วน ”โป๋” คือ โลกมนุษย์ สถานที่อยู่ของวิญญาณฝ่ายต่ำ มักผูกพันกับร่างกายและความปรารถนา เมือตายจะลงสู่พื้นดิน

ในมุมมองของทางฝั่งเต๋าจะแอบคล้ายกับความเชื่อของทางพุทธเถรวาท กล่าวถึง ดวงวิญญาณของมนุษย์ที่เมือครั้งดำรงชีวิตอยู่ด้วยความตระหนี่ถี่เหนียว จิตใจเต็มไปด้วยความโลภ อยากได้อยากมี สุรุ่ยสุร่าย เมื่อตายไปร่างกายจะแปรสภาพกลายเป็นเปรตสูงใหญ่ ร่างกายสูบผอม

นักบวชเต๋าไม่ได้มองว่าพวกเขาคืออสูรกายน่ากลัว แต่กลับมองว่าเป็นหน้าที่ของนักบวชที่จะต้องทำหน้าที่ปลดปล่อย เพื่อให้เกิดความสมดุล เพื่อให้วิญญาณสงบสุข โดยการส่งพลังหยาง (พลังแห่งแสงสว่าง) มอบให้ ซึ่งเรื่องราวนี้ปรากฏให้เห็นในเทศกาลสารทจีน เทศกาลสำคัญของศาสนาเต๋า ตรงกับวัน 15 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจีน เชื่อกันว่าวันนี้คือวันที่ประตูนรกและประตูมิติจะเปิดออกให้ดวงวิญญาณของผีหิวโหยได้ออกมารับส่วนบุญ

ในทางศาสนาเต๋า ความเชื่อเรื่องของผีหิวยังเป็นเครื่องเตือนสติและจิตใจของมนุษย์ให้รู้จัก ละ เลิก ลด และปล่อยวาง เน้นการใช้ชีวิตให้สอดคล้องตามธรรมชาติ ไม่ยึดติดกับทรัพย์สิน เงินทอง หากเมื่อใดที่เราเสียชีวิต กลังฝั่งโป๋แข็งแกร่งเกินไป และไม่ยอมสลายลงสู่พื้นดินตามวิถีธรรมชาติ สภาวะจิตจะตกอยู่ในสภาวะมืดหม่น จึงพยายามแสวงหาอาหารจากของไหว้ของมนุษย์เพื่อประทังความหิว

เปรตในความเชื่อศาสนาเต๋า
ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวของเปรตที่กำลังขอส่วนบุญจากพระสงฆ์

การปรากฏในจิตรกรรมและงานศิลปะรุ่นหลัง

ศาสนาเต๋าเกี่ยวข้องกับมหาเทพไท่อี๋จิ๋วขู่เทียนจุน มหาเทพผู้ไถ่บาปในยมโลกได้เสด็จลงไปประทานน้ำทิพย์และอาหารทิพย์ ผีหิวจึงสามารถมารับอาหารและรับการโปรดให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้ เช่นเดียวกับที่เคยปรากฏในภาพจิตกรรมฝาผนัง The Last Judgment การตัดสินครั้งสุดท้ายที่พบในมหาวิหารคาทอลิกและออร์โธดอกซ์ แสดงภาพพญามัจจุราชและอสูรกายกำลังลากดวงวิญญาณบาปไปสู่เปลวนรก ซึ่งวิญญาณเหล่านั้นมีสภาพร่างกายผอมแห้ง อับอาย หิวโซ และทรมาน

นอกจากภาพวาดจิตกรรมฝาผนังแล้ว ยังมีการกล่าวถึงเรื่องราวผ่านภาพวาดปราบผี “จงขุย” งานศิลปะยอดนิยมของจีน ภาพวาดของขงจุยถือดาบกำราบผีหิวและอสุรกาย เพื่อปกป้องบ้านเรือนจากสิ่งชั่วร้าย และภาพวาดไท่อี๋จิ่วขู่เทียนจุน ภาพวาดมหาเทพที่มักเสด็จโปรดดวงวิญญาณผีหิว

ความเชื่อพื้นบ้านจีนต่อมุมมองผีหิว

ในประเทศจีนมีความเชื่อเกี่ยวกับผีท้องถิ่นที่มีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่ไทยเราเรียกว่า “เปรต” สำหรับประเทศจีนนั้นถือว่าเป็นวิญญาณที่มีความใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

  • ผีไร้ญาติ เรียกว่า กูกุนเย่กุ่ย ผีที่ไม่มีลูกหลาน ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีคนคอยเซ่นไหว้บูชา ต้องเร่ร่อนแย่งชิงของไหว้ตามริมถนน
  • ผีตายโหง ในภาษาจีนเรียกว่า “วังซื้อกุ่ย” วิญญาณที่เสียชีวิตกะทันหันจากอุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม รวมถึงคนที่ฆ่าตัวตาย มักจะเป็นผู้ที่เสียชีวิตก่อนอายุขัยบนโลกมนุษย์ มักจะมาพร้อมกับความหิวโหยและความแค้น
  • ผีหิวคอแคบ หรือ เหง้ากุ่ย ลักษณะจะเหมือนกันกับผีเปรตในศาสนาพุทธ กล่าวคือ ผีที่มีคอเล็กเท่าเข็ม ท้องโต แต่จะต่างกันตรงที่เวลากินอะไรจะมีไฟลุกจากปาก
วันเช้งเม้ง
ชาวจีนมักแบ่งปันอาหารเพื่ออุทิศส่วนบุญให้ผีไร้ญาติในวันเช้งเม้งและตรุษจีน

แม้จะเป็นวิญญาณ แต่คนจีนกลับไม่ได้มองว่าพวกเขาน่ากลัวหรือเป็นอสูรกาย แต่กลับมองด้วยความสงสารเมตตา จึงเกิดพิธีไหว้ฮ่อเฮียตี๋ มีความหมายว่า “พี่น้องที่ดี” พวกเขามักจะตั้งโต๊ะไหว้นอกประตูบ้าน โดยนำเหล้า ส้ม และกระดาษเงิน-กระดาษทองมาแจกจ่ายให้ผีไร้ญาติ

เฉกเช่นเดียวกับพิธีเทกระจาด พิธีกรรมพื้นบ้านที่นำอาหาร ของใช้ และเงินทองมากองไว้ เพื่อให้ชาวบ้านแข่งขันกันขึ้นไปไขว้คว้า ถือว่าเป็นการทำทานครั้งใหญ่

ความน่ากลัวของผีหิวหรือเปรตในคติความเชื่อของชาวจีนที่จะต้องมีลูกชายสืบทอดสกุล ลูกหลานจะต้องทำพิธีบูชาบรรพบุรุษ ซึ่งเราเรียกพิธีกรรมเหล่านั้นว่า “เช้งเม้ง” และการไหว้ในวันตรุษจีน หากลูกหลานปล่อยปละละเลยดูแลไม่ดี วิญญาณบรรพบุรุษจะหิวโหย และจะก่อความวุ่นวายให้ทั้งเครือญาติและชุมชน

แต่หากเป็นวิญญาณไร้ญาติขาดมิตร ไร้บุตรชายสืบสกุล ผู้คนในชุมชนจะทำพิธีกรรมให้ทานแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ โดยจะเลี้ยงให้อิ่ม เช่น แจกอาหารและกระดาษเงิน หากวิญญาณอิ่ม จะไม่ทำร้ายคนในบ้าน กลับกันจะช่วยคุ้มครองและมอบโชคลาภให้ครอบครัวอีกด้วย

ข้อห้ามและธรรมเนียมปฏิบัติ

ในธรรมเนียมจีนมีข้อห้ามที่ควรปฏิบัติในเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติว่าคือ “เดือนผี” เช่น ห้ามปักตะเกียบกลางชามข้าว เพราะรูปร่างจะเหมือนกระถางธูป การทำแบบนี้จะเหมือนเป็นการดึงดูดเปรตให้เข้ามาภายในบ้าน หรือความเชื่อที่ว่าห้ามตากผ้าตอนกลางคืน เชื่อกันว่าผีเร่ร่อนจะมาลองสวมเสื้อผ้า ห้ามเคาะจานข้าวยามค่ำคืน เพราะเป็นการเคาะเรียกวิญญาณให้มารับอาหาร หรือแม้แต่ข้อห้ามเล่นน้ำยามวิกาล เพราะจุ้ยกุ่ยจะดึงขาเพื่อเป็นตัวตายตัวแทน

ความเชื่อเรื่องเปรตในทัศนของนิกายเซน

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเปรตตามความเชื่อของทั้งพุทธ ฮินดู หรืออย่างความเชื่อพื้นบ้านของจีนแล้ว ใครจะไปเชื่อว่าในนิยายเซนที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นับถือก็ปรากฏความเชื่อเช่นนี้อยู่เหมือนกัน แต่มุมมองแตกต่างจากศาสนาอื่นโดยสิ้นเชิง

ในนิกายเซนไม่ได้มองว่าเปรตคือผี วิญญาณ หรือปีศาจร้ายที่ตกทุกข์ได้ยาก แต่มองตามหลักความจริงในปัจจุบันว่ามันคือเรื่องของสภาวะจิตของมนุษย์ มนุษย์ที่อยากได้อยากมี เต็มไปด้วยความโลภ ต้องการคำยกย่องสรรเสริญ และไม่รู้จักพอ ดังเช่นปริศนาธรรมของอาจารย์ที่พูดเตือนสติมนุษย์ว่า “อย่ามัวแต่กลัวว่าตายแล้วจะไปเป็นเปรต แต่จงกลัวว่าตอนนี้จิตใจของคุณกำลังเป็นเปรตที่หิวโหยอยู่หรือเปล่า”

คำพูดนี้สะท้อนความจริงของชีวิตได้ชัดเจน คำว่าเปรตในที่นี่ไม่ได้หมายถึงวิญญาณร้าย แต่สะท้อนถึงจิตใจของมนุษย์ที่กำลังหิวโหยในอำนาจเงินทอง เหมือนเปรตที่หิวโหยอาหาร

เรื่องราวของเปรตที่ปรากฏในนิกายเซนถูกพบในบันทึกธรรมะของอาจารย์ฮาคุอิน อาจารย์เซนที่เขียนภาพวาดภพภูมิทั้ง 6 ชี้ให้เห็นว่า สวรรค์ นรก เปรต และมนุษย์เกิดขึ้นและดับลงในจิตเดียวกัน แม้แต่ในบทสวดพระสูตรเซน ก่อนการฉันท์อาหารของพระภิกษุในวัดเซน จะมีการแบ่งข้าว 2-3 เม็ดแยกไว้นอกบาตร พร้อมอุทิศให้เหล่าดวงวิญญาณ สรรพสัตว์ และเปรตที่หิวโหยอยู่เสมอ

หลักปฏิบัติในนิกายเซนที่ชัดเจนสุดเรื่องหนึ่งคือ การเมตตาไร้เงื่อนไข เป็นพิธีมอบอาหารให้เปรต เพื่อเหมือนกุศโลบายให้มนุษย์ลดความตระหนี่ถี่เหนียว ซึ่งมันดูคล้ายกับการทำบุญใส่บาตรในศาสนาพุทธที่ไทยเรานับถือนั่นแหละ ดังนั้น ถ้าจะให้สรุปเซนมองเปรตเป็นดั่งกระจกเงาสะท้อนกิเลสในใจของมนุษย์ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ไม่ใช่ผีร้ายหรือวิญญาณร้ายแต่อย่างใด

พิธีกรรมสำคัญของเซนมักจัดขึ้นในเทศกาลโอบ้ง เป็นการตั้งโต๊ะถวายอาหารและสวดมนต์อุทิศส่วนบุญให้เหล่าวิญญาณผู้หิวโหยที่ไร้ญาติขาดมิตร นอกจากจะเป็นพิธีกรรมที่ทำเพื่อลดความตระหนี่ของมนุษย์ขณะกำลังมีชีวิตอยู่แล้ว ยังเป็นการแสดงถึงเมตตาธรรมอันบริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่า “เมตตาไร้เงื่อนไข” นั่นเอง

หากคุณมีโอกาสได้เที่ยววัดเซน ประเทศญี่ปุ่น คุณอาจจะลองสังเกตจิตรกรรมฝาผนังที่มักจะมีเรื่องราวของเปรตแทรกซึมอยู่ในงานศิลปะญี่ปุ่นโบราณ เช่น เปรตยืนอยู่ข้างคนกินอาหาร เปรตที่โผล่ในป่าช้า หรือแม้แต่งานภาพวาดพู่กันญี่ปุ่นที่เคยปรากฏรูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เป็นรูปร่างผอมสูง ท้องกาง และมักจะมีประโยคแฝงปริศนาธรรมไว้ข้าง ๆ เสมอ

ความเชื่อเรื่องเปรตส่งผลต่อการดำรงชีวิตของคนไทยมากกว่าที่รู้

ถ้าลองย้อนมองกลับมาดูประเทศไทยบ้านเรามักผูกพันกับเรื่องราวของเปรตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้เราจะไม่เคยพบเห็นด้วยตาเนื้อ แต่ก็คงเคยได้ยินผ่านเรื่องเล่า หรือแม้แต่บทละครโทรทัศน์ไทย เรื่องที่ดังสุดคือ “เปรตวัดสุทัศน์” เป็นละครไทยที่สะท้อนมุมมองความเชื่อและเป็นเครื่องเตือนใจให้มนุษย์รู้จักการละเว้นทำบาป รู้จักการทำบุญ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกิดการผสมผสานหลักความเชื่อที่ค่อนข้างหลากหลาย เปรตถูกบันทึกในไตรภูมิพระร่วง ตามหลักศาสนาพุทธ อีกทั้งยังผสมกับความเชื่อคติฮินดูเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ผสมผสานกับความเชื่อเรื่องการบูชาผีพื้นบ้านของไทยโบราณ

เรื่องราวของเปรตปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ได้กล่าวว่ามันอยู่ในอีกภพภูมิหนึ่ง รูปร่างของมันตัวสูงใหญ่เท่าต้นตาล ปากเท่ารูเข็ม และมีเสียงร้องเล็กแหลมยามค่ำคืน ประเทศไทยมีประเพณีและพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญให้ผู้ล่วงลับและเหล่าดวงวิญญาณที่ต้องทุกข์ทรมาน เช่น ประเพณีสารทไทย ประเพณีบุญข้าวประดับดิน ประเพณีตักบาตรเทโว

สรุป

เราคนไทยมักเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับผีเปรตกันมาตั้งแต่เด็ก จนบางครั้งคิดว่ามันอาจจะเป็นแค่คำบอกเล่าของคนไทยโบราณหรือไม่ แต่พอลองดูอีกทีเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เฉพาะในไทย แต่กลับมีความเชื่อมโยงในหลายศาสนา ความเชื่อพื้นบ้าน หรือแม้แต่บางนิกายก็มักจะมีเรื่องราวของวิญญาณที่มีลักษณะคล้ายกันอยู่เหมือนกัน แล้วคุณล่ะมีมุมมองอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง