หากพูดถึง หนังสือเนื้อหาหดหู่ ส่วนใหญ่เรามักนึกถึงประเภท นิยายสยองขวัญ ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องมีผีก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรม นิยายอิงประวัติศาสตร์ ฆาตกรต่อเนื่อง สืบสวนสอบสวน หรืออะไรก็ตามที่เราอาจแล้วรู้สึกอินไปกับเนื้อหา จนเอนเอียงไปกับความรู้สึกหดหู่สิ้นหวัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านิยายเหล่านี้ก็ให้แง่คิดบางอย่างแก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย
บทความนี้ Ghostsfolder เราจะอยากจะแนะนำ 8 หนังสือนิยายที่มีเนื้อหากึ่งสยองขวัญ แต่กลับให้ความรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ใครที่ชอบอ่านนิยายแนวนี้ หรืออยากลองหาอะไรใหม่อ่าน ลองติดตามกันดู
8. Carrie
สำหรับเรื่องแรกเราต้องยกให้กับหนังสือจากบ้านเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญ ตำนานระดับโลกอย่าง “คิง” หรือ Stephen King ที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านปลายปากกาสู่จอภาพยนตร์มานับไม่ถ้วน
Carrie เป็นนิยายเรื่องแรกของคิง ถูกวางจำหน่ายเมื่อปี 1974 บอกเล่าเรื่องราวอันน่าหดหู่ของ Carietta “Carrie” White สาวน้อยวัย 16 ปี เธออาศัยอยู่ในเมืองแชมเบอร์เลน รัฐเมนกับแม่ของเธอที่คลั่งไคล้ศาสนาอย่างหนัก เธอเป็นเพียงเด็กหญิงธรรมดาที่มักถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน

วันหนึ่งเธอกลับพบพลังวิเศษในตัวเอง หลังจากที่เธอมีประจำเดือนครั้งแรก แครี่ถูกหัวโจกในโรงเรียนกลั่นแกล้งโดยการโยนผ้าอนามัยใส่หน้า หนำซ้ำยังถูกแม่ทำโทษโดยการจับขังตู้ เนื่องจากมองว่าการมีประจำเดือนคือเรื่องผิดบาป ด้วยความโกรธแค้น แครี่ได้พบว่าตัวเองมีพลังวิเศษ สามารถสะกดจิต เคลื่อนย้ายสิ่งของ หรือกระทำพฤติกรรมรุนแรง ซึ่งเธอได้ใช้มันแก้ แค้นเพื่อนและแม่ของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ถูกยกให้เป็นนิยายที่มีความหดหู่ เป็นเพราะเธอใช้พลังในตัวทำเรื่องเลวร้าย จนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ จนคร่าชีวิตผู้คนทั้งเมืองอย่างราบคาบ ในขณะที่จุดจบของเธอช่างน่าเวทนาไม่แพ้กัน
7. Blood Meridian
Blood Meridian ถูกจัดให้เป็น หนังสือเนื้อหาหดหู่ ที่เนื้อหาค่อนข้างโหดและมีฉากความรุนแรงอยู่เยอะพอสมควร เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชายเกเรคนหนึ่งที่ผู้เขียนให้ฉายานามว่า Kids เด็กชายใจแตกที่หนีออกจากบ้าน แล้วต้องเผชิญกับโลกภายนอกอันแสนโหดร้าย เมื่อเขาต้องพบกับ Judge Holden ชายวิปริตที่เหมือนปีศาจบ้าคลั่ง

โชคชะตานำพา Kids ต้องเข้าร่วมแก้งค์ล่าหนังศีรษะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการจ้างวานจากรัฐบาลเม็กซิโกให้ตามล่าและไล่ฆ่าชนเผ่าอาปาเซ่เพื่อแลกเงิน ความรุนแรงไม่ได้หยุดแค่การฆ่าเพื่อแลกเงิน แต่นำไปซึ่งการฆ่าเพื่อความสนุกสนาน ป่าเถื่อน และเขาต้องพบกับ Judge ชายวิปริตผู้ไม่มีวันแก่ เขาพยายามยุยงให้ Kids เป็นแบบเขา นั่นก็คือการยุยงให้ผู้คนเข่นฆ่ากันเองเพื่อความสนุก
นิยาย Blood Meridian เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์มหากาพย์ปี 1985 โดยนักเขียนชาวอเมริกันชื่อ Cormac McCarthy เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคบุกเบิกดินแดนตะวันตกของอเมริกา ตัวเอกอย่าง Kids ต้องเข้าไปพัวพันกับแกงค์แกลนตัน กลุ่มนักล่าหนังศีรษะที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ พวกเขาถูกจ้างให้ออกสังหารชนพื้นบ้าน ซึ่งก็คือชนเผ่าอาปาเซ่ช่วงประ 1849 – 1850 แต่ทว่าภายหลังพวกเขาไม่เพียงแค่ฆ่าเพื่อเอาเงินรางวัลเท่านั้น แต่เป็นการฆ่าเพื่อความสุข ฆ่าอย่างไร้จุดหมาย นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายทารุณ
6. The Troop
The Troop (2014) นิยายสยองขวัญ เขียนโดย Craig Davidson นักเขียนชาวแคนาดา ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการระบาดของโรคประหลาดที่เกิดจากหนอนวิวัฒนาการ มันสามารถกัดกินอวัยวะภายในของมนุษย์ และทำให้คนติดเชื้อต่อกันได้ราวกับซอมบี้
เหตุการณ์เกิดขึ้นกับกลุ่มลูกเสือ 5 คนที่ไปตั้งแคมป์กันบนเกาะร้างแห่งหนึ่งที่ชื่อ Falstaff Island คืนหนึ่ง Tim Riggs หมอประจำเมืองที่เป็นผู้ใหญ่คนเดียวในกลุ่มบังเอิญเจอกับชายแปลกหน้าที่ขับเรือมาติดเกาะ ชายผู้นั้นมีสภาพหิวโซ ร่างกายซูบผอมจนแทบเหลือแต่โครงกระดูก ทิมรู้สึกสงสาร จึงบอกให้ชายคนนั้นไปพักในกระท่อม แล้วสั่งพวกเด็ก ๆ ว่าห้ามออกมาเด็ดขาด

แต่ทว่า อยู่ ๆ ชายแปลกหน้าคนนั้นก็อาเจียนของเหลวสีดำใส่เขา นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งปวง เมื่อเขารู้ภายหลังว่ามันคือหนอนสีขาวตัวยักษ์ที่เดินยั้วเยี้ยเต็มท้องชายแปลกหน้าคนนั้น มันคร่าชีวิตเขา ทิม และแพร่ระบาดจากมนุษย์สู่มนุษย์ ซึ่งต้องบอกเลยว่า The Troop เป็น หนังสือเนื้อหาหดหู่ ที่ออกแนวระทึกขวัญ เนื้อเรื่องจะเล่าเกี่ยวกับการเอาตัวรอดของลูกเสือที่ต้องเผชิญกับพยาธิร้ายบนเกาะปิดที่หากไม่หนีออกมา ก็เท่ากับตาย
5. We Have Always Lived in the Castle
We Have Always Lived in the Castle เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวประหลาดที่ชาวบ้านขนานนามว่า “ครอบครัวปราสาทผีสิง” เรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกตระกูล Blackwood ที่หลบซ่อนตัวจากโลกภายนอกเป็นเวลายาวนานกว่า 6 ปี หลังเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมฆ่ายกครัวด้วยสารหนูในอาหาร จากสมาชิก 6 คน เหลือรอดชีวิตเพียง 3 คน ซึ่งชาวบ้านคาดการณ์ว่าหนึ่งในนั้นคือฆาตกรที่ลงมือสังหารสมาชิกในครอบครัวในคืนนั้น

Constance กลายเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1 เพราะเธอมีหน้าที่ทำอาหารเป็นหลัก แต่เธอกลับรอดโทษ เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ แม้ว่าจะรอดโทษ แต่เธอกลับต้องซ่อนตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์ เพราะไม่อาจทนต่อสายตาและคำครหาของชาวบ้านที่ต่อว่าเธอเองนี่แหละคือฆาตกร
เรื่องราวในนิยาย We Have Always Lived in the Castle ค่อย ๆ เฉลยปมที่เชื่อมโยงไปยังเหตุการณ์เมื่อ 6 ปีก่อน ก่อนที่ผู้อ่านจะรู้จักกับฆาตกรตัวจริง และอาจพบกับบทสรุปที่น่าทึ่งจนแอบคิดว่า เหตุผลแบบนี้ก็ได้ด้วยหรอ ซึ่งเราจะไม่สปอยล์ตอนจบให้ฟังน้า เผื่อใครอยากหาอ่าน เขามีเวอร์ชันแปลไทยด้วย ลองไปหาอ่านดูได้เลย
4. Chasing the Boogeyman
Chasing the Boogeyman หนังสือเนื้อหาหดหู่ ที่ถูกยกย่องว่ามันช่างน่าขนลุกอย่างแท้จริง การันตีด้วยคำชมจากรุ่นพี่แห่งวงการนักเขียนอย่าง Stephen King ที่กล่าวว่า “เป็นสิ่งใหม่และน่าตื่นเต้น” ในขณะที่ ฮาร์ลาน โคเบน ได้กล่าวว่า “ยากจะลืมเลือน”

สำหรับเรื่องราวใน Chasing the Boogeyman เป็นนิยายแนว Metafiction ที่ใช้ชื่อผู้เขียนแทนชื่อตัวละครเอกอย่าง Richard Chizmar โดยในเรื่องเขาคือเด็กจบใหม่ที่ต้องกลับมาบ้านเกิดเพื่อเตรียมตัวแต่งงาน และเริ่มต้นอาชีพนักเขียน แต่เขากลับต้องเข้ามาพัวพันกับคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ เมื่อหมู่บ้านที่เขาอยู่เกิดเหตุการณ์เด็กหายต่อเนื่อง อยู่ ๆ ศพของเด็กเหล่านั้นค่อย ๆ ทยอยถูกพบในสภาพถูกทำลายอย่างโหดร้าย
จากหมู่บ้านที่เคยสงบ กลับต้องเข้าสู่บรรยากาศอึมครึม ผู้คนต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกันว่าใครคือฆาตกรรม หนำซ้ำเขายังต้องอยู่ท่ามกลางประเด็นขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ FBI ที่เชื่อว่า นี่อาจเป็นฝีมือของฆาตกรต่อเนื่องที่มีความฉลาดแหลม ในขณะที่ชาวบ้านบางส่วนเชื่อกันว่า มันคือฝีมือของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ
3. The Silence of the Lambs
The Silence of the Lambs นิยายสยองขวัญ ที่อาจจะไม่ได้มีเนื้อหาหดหู่อะไรมากมายเท่าเรื่องที่ผ่านมา เนื้อเรื่องจะออกแนวสืบสวนสอบสวนที่ต้องพัวพันกับฆาตกรที่มีพฤติกรรมฆ่าอันน่าสยดสยอง
การดำเนินเรื่องเล่าผ่านตัวละครเอก Charice Starling นักเรียนฝึกหัดของ FBI ที่ได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปสัมภาษณ์ Hannibal Lecter จิตแพทย์อัจฉริยะ ฆาตกรต่อเนื่องที่ถูกจับขังอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช เนื่องจากพวกเขากำลังตามล่าตัว Buffalo Bill ฆาตกรต่อเนื่องอีกครั้งที่ตระเวนออกลักพาตัวผู้หญิง และฆ่าตัวเธอด้วยวิธีการถลกหนังศพ พวกเขาต้องการรู้ว่าสิ่งที่ฆาตกรต่อเนื่องคิดคืออะไรผ่านคำบอกเล่าของ Lecter

เพื่อแลกกับการให้ Lecter ยอมเล่าเรื่อง Charice ต้องยอมเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งนั่นทำให้เธอได้คำใบ้ปริศนาจาก Lecter นั่นก็คือศพผีเสื้อกลางคืนที่อยู่ข้างศพอดีตคนไข้ของเขาเอง
2. Carrion Comfort
หากพูดถึง หนังสือเนื้อหาหดหู่ ทางตะวันตก มีหนังสือจำนวนไม่น้อยที่มักได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงสงครามที่มนุษย์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน Carrion Comfort เป็นหนังสือที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในค่ายกักกันนาซี

หนังสือเล่าผ่านชายชาวยิวมีนามว่า Saul Laski ชายเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี และนั่นทำให้เขาพบความลับบางอย่างของโลกใบนี้ ข้อสันนิษฐานที่ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์อาจมาจากพลังอำนาจลึกลับของสิ่งที่เรียกว่า “แวมไพร์” แต่ไม่ใช่แวมไพร์ดูดเลือดอย่างที่คนทั่วโลกรู้จัก หากแต่เป็นแวมไพร์ที่ดูดพลังแห่งความกลัว ความโกรธ ความรุนแรง และความเกลียดชังของมนุษย์ ยิ่งมนุษย์ก่อความรุนแรงและเข่นฆ่ากันมากเท่าไหร่ พวกมันยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น เขาจึงใช้เวลากว่า 10 ปีออกตามล่าพวกมัน
1. Fantasticland
Fantasticland เป็นอีกหนึ่ง นิยายสยองขวัญ ที่เพียงอ่านแค่ตัวหนังสือยังสัมผัสได้ถึงความขนลุกขนพอง นี่คือหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ Mike Bockoven เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสวนสนุกชื่อ Fantasticland สวนสนุกชื่อดังบนเกาะแห่งหนึ่งใน Florida สวนสนุกที่มีสโลแกนว่า Fun is Guaranteed รับประกันความสนุกสมชื่อสโลแกน
แต่ความสนุกต้องสิ้นสุดลงหลังเกิดพายุโถมขนาดใหญ่ ทำลายทุกสิ่งอย่างบนเกาะแห่งนี้ หนึ่งในนโยบายบนเกาะคือ ห้ามพนักงานทุกคนพกเครื่องมือสื่อสาร เพื่อประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เมื่อมนุษย์ไร้ซึ่งอินเทอร์เน็ต ไม่มีเครื่องมือสื่อสาร เท่ากับว่าพวกมันต้องติดอยู่ที่นั่นนานกว่า 5 สัปดาห์
เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ กลับพบผู้คนกลายเป็นศพสภาพสยดสยอง บางคนถูกตัดหัวเสียบอยู่บนหลาว มีศพนอนกระจัดกระจายเกลื่อน เจ้าหน้าที่ต่างเร่งแกะรอดจากผู้รอดชีวิตที่บอกเล่าเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นใน 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เป็นยังไงกันบ้างกับ 8 หนังสือเนื้อหาหดหู่ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ แต่ละเรื่องมีเนื้อหาน่าสนใจแตกต่างกัน เห็นไหมล่ะว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องมีผีมีวิญญาณ แค่เราอ่านแล้วเกิดความรู้สึกร่วม หลายเรื่องไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อความบันเทิง แต่กลับสอดแทรก เสียดสีประเด็นทางสังคมเอาไว้อย่างแยบยล


