สถานที่ท่องเที่ยวหรือสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่อลังการที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนมีอดีตที่เจ็บปวดใจ ความยิ่งใหญ่ในบางครั้งต้องแลกมาด้วยการสังเวยชีวิตและโศกนาฏกรรมอันโหดร้าย อย่างกำแพงเมืองจีน สถานที่ที่ฝังร่องรอยอันเจ็บปวดจากการแลกชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรืออย่างสะพานข้ามแม่น้ำแควของไทยเรา ก็แลกมากับการสังเวยชีวิตแรงงานไม่ต่ำกว่าหลักพัน แต่การสูญเสียที่เราพูดถึงคือการสูญเสียแรงงานในยุคสงคราม แต่หากเราพูดถึงการสังเวยชีวิตด้วยการบูชายัญล่ะ จะเป็นยังไง
การบูชายัญมนุษย์เพื่อสังเวยเทพเจ้า
ย้อนไปในอดีตในยุคที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ถูกค้นพบ มนุษย์ทั่วโลกเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า “เทพเจ้า” พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าเป็นผู้สร้างโลก ผู้สร้างภัยพิบัติตามธรรมชาติ ผู้กุมชะตามนุษย์ ในธรรมชาติล้วนมีวิญญาณอาศัยอยู่ การที่เกิดเรื่องไม่ดีหรือเกิดภัยพิบัติ เกิดจากความไม่พอใจของเทพเจ้า จึงเกิดเป็นพิธีกรรมถวายเทพเจ้า หนึ่งในพิธีกรรมที่พบเห็นได้บ่อยสุดคือ “การบูชายัญ”
การบูชายัญบนโลกใบนี้มีหลากหลายวิธี บ้างก็นำคนไปลงโทษในคุกใต้ดิน บ้างก็สังเวยด้วยสัตว์และอาหาร แต่หนึ่งในพิธีกรรมบูชายัญที่โหดร้ายไม่แพ้ชาติใดในโลกต้องยกให้ประเทศญี่ปุ่น

หากใครมีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่น คุณอาจจะเคยสังเกตว่าตามสถานที่ท่องเที่ยวประเภทปราสาท มักจะมีเสาหินตั้งอยู่ด้านหน้าเสมอ เสาหินที่ถูกตั้งวางไว้ตามสถานที่เหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างเพื่อความสวยงาม แต่มันกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวของพิธีกรรมที่เรียกว่า Hitobashira การบูชามนุษย์ทั้งเป็นเพื่อสังเวยเทพเจ้า
Hitobashira เบื้องหลังแห่งความโหดร้ายแห่งเอเชีย
ต้องเท้าความแบบนี้ก่อน ก่อนที่จะไปรู้จักกับพิธีกรรมดังกล่าว ต้องเข้าใจก่อนว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาเชื่อว่าตามธรรมชาติมีวิญญาณและเทพเจ้าอาศัยอยู่ อิงตามความเชื่อของศาสนาชินโต ซึ่งถือว่าเป็นศาสนาหลักที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นับถือตั้งแต่อดีตมาจนถึงทุกวันนี้
ในการก่อสร้างสิ่งก่อสร้างใด ๆ ก็ตาม พวกเขามักพบว่าหลายครั้งมีอุปสรรคปัญหาอยู่เสมอ ตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก พวกเขาเชื่อว่านี่คือผลแห่งความพิโรธของเทพเจ้า จึงเกิดแนวคิดบูชาเทพเจ้าโดยการบูชายัญ พวกเขาไม่นิยมนำอาหารหรือสัตว์สำหรับการบูชายัญ แต่กลับใช้ร่างที่มีชีวิตของมนุษย์เพื่อบูชายัญเทพเจ้า เรียกพิธีกรรมนั้นว่า Hitobashira

คำว่า Hito + Bashira เป็นคำภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “เสามนุษย์” ในพิธีกรรมดังกล่าว พวกเขาจับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตเป็น ๆ มาฝังในหลุม แล้วตอกเสาลงในตามความเชื่อที่ว่า การสังเวยชีวิตมนุษย์คือการทำให้เทพเจ้าพึงพอใจ พิธีกรรมนี้ได้รับความนิยมมาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 16 และพบว่ามีการนำมาใช้ในโครงการก่อสร้างช่วงศตวรรษที่ 20
คนญี่ปุ่นมักทำพิธีกรรมในการก่อสร้างสะพาน เขื่อน อุโมงค์ แต่ที่นิยมสุดคือการตอกเสาเพื่อใช้ในการสร้างปราสาท ราชวัง คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการทำแบบนี้ จะทำให้เทพเจ้าสงบ โดยเฉพาะวิญญาณแห่งสายน้ำ เชื่อว่าจะช่วยป้องกันปราสาทจากไฟ ป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม
นอกจากนี้ ความเชื่อดังกล่าวยังเชื่ออีกว่า การเอามนุษย์มาทำเสาคือการเชื่อมต่อกับเทพเจ้า ผู้ที่ถูกนำมาทำพิธีมักถูกเรียกว่า “ผู้เสียสละ” พวกเขามักสร้างเสาหินไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละ ตามที่เรามักพบเห็นเสาหินตามสถานที่สำคัญ เช่น ปราสาท อุโมงค์ สะพาน
ปราสาทมารุโกะ ตำนานเสาหินที่เชื่อกันว่าเกิดจากฮิโตบาชิระ
ในประเทศญี่ปุ่นมีปราสาทมากว่า 1,000 แห่ง หลายแห่งพังทลาย บ้างก็ทรุดโทรมทั้งจากสงครามและกาลเวลา แต่หนึ่งในปราสาทเก่าแก่ที่ยังคงหลงเหลือและมีตำนานเกี่ยวกับ Hitobashira คือ ปราสาทมารุโอโกะ ในจังหวัดฟุคุอิ ว่ากันว่าสมัยที่กำลังก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ คนงานก่อสร้างต้องปวดหัว เมื่อต้องเผชิญกับปัญหามากมาย เพราะปราสาทพังทลายลงหลายครั้ง ไม่ว่าจะซ่อมแซมกี่ครั้ง ก็พังทลายลงเหมือนเดิม พวกเขาจึงตัดสินใจลองทำพิธีสังเวยมนุษย์ทั้งเป็น
ผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นผู้เสียสละคือหญิงตาบอดรายหนึ่งนามว่า “โอชิสึ” เธอได้รับข้อเสนอจากเจ้าเมืองว่า หากเธอยอมเสียสละตัวเอง แลกกับการที่ลูกชายจะได้เป็นซามูไร หลังจากเธอตัดสินใจเป็นผู้เสียสละฮิโตบาชิระ เจ้าเมืองก็ถูกย้ายไปที่อื่น ทำให้คนอื่นไม่มีใครรับรู้ข้อสัญญานี้

ในอดีตพื้นที่จังหวัดฟุคุอิ ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง เมื่อน้ำในคูน้ำของปราสาทเอ่อล้นทุกปี ชาวเมืองจึงเชื่อกันว่านี่คือน้ำตาแห่งความโกรธเกรี้ยวและความโศกเศร้าของโอชิสึ ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างศิลาจารึกสำหรับเธอไว้บริเวณปราสาท
นอกจากตำนานเรื่องเล่าปราสาทมารุโกะในจังหวัดฟุคุอิแล้ว ยังมีอีกหลายสถานที่ในญี่ปุ่นที่ยังคงเรื่องเล่าเกี่ยวกับพิธีดังกล่าว อย่างตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับสะพานมัตสึเอะ โอฮาชิ ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในอดีตบริเวณด้านล่างของสะพานถูกนำกัดเซาะอยู่เรื่อย ๆ ชายผู้โชคร้ายนามว่า “เก็นสุเกะ บาชิระ” ถูกสังเวยชีวิต โดยการนำเขาไปสังเวยเป็นเสาค้ำสะพานด้านล่าง สะพานแห่งนี้ถูกสร้างเสร็จเมื่อปี 1819 ในตอนนั้นชาวบ้านไม่มีใครกล้าเข้ามา เพราะกลัวว่าจะถูกนำไปเป็น Hitobashira คนต่อไป ในภายหลังเสาหลักกลางสะพานถูกตั้งชื่อว่า “เก็นสุเกะบาชิระ” ตามชื่อของผู้ที่ถูกสังเวยชีวิต และยังคงใช้ชื่อนี้มายาวนานกว่า 300 ปี
ตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับฮิโตะบาชิระในพงศาวดารญี่ปุ่น
เรื่องราวเกี่ยวกับฮิโตะบาชิระถูกค้นพบปรากฏในนิฮงโชกิ พงศาวดารที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น พบว่ามีบันทึกเกี่ยวกับการทำพิธีฮิโตะบาชิระตั้งแต่สมัย ค.ศ. 323 ซึ่งเป็นสมัยของจักรพรรดินินโทคุ จักรพรรดิคนที่ 16 ของญี่ปุ่น
ในบันทึกกล่าวถึงการที่ชาย 2 คนมีนามว่า “โควาคุบิ” ชายจากจังหวัดมูซาชิ และ “โคโรโมโนโกะ” ชายที่อาศัยอยู่ในจังหวัดคาวาจิ ทั้ง 2 คนถูกจักรพรรดิสั่งให้นำตัวมาบูชายัญแก่เทพเจ้า เพื่อหยุดยั้งแม่น้ำคิตากาวะและแม่น้ำมามูตะที่เอ่อล้นตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะหาทางแก้ไขยังไง ก็ไม่สามารถหยุดยั้งน้ำท่วมได้ องค์จักรพรรดิได้รับนิมิตจากสวรรค์ว่าให้นำชายทั้ง 2 คนนี้มาสังเวยชีวิต
โควาคุบิถูกจับตัวได้ก่อน เมื่อนั้นเขาถูกจับโยนลงแม่น้ำ ในขณะที่ชาวเมืองต่างช่วยกันสวดภาวนาอยู่ริมตลิ่ง ส่วนเรื่องราวของโคโรโมโกะแตกต่างออกไป เมื่อเขาถูกจับได้ ก่อนถูกจับโยนลงน้ำ เขาพกน้ำเต้ามา 2 ลูก พร้อมอธิษฐานว่า “ข้ามาที่นี่เพื่อบูชายัญชีวิตแด่ท่าน เพราะท่านเป็นผู้ก่อให้เกิดภัยพิบัติแก่ผู้คนในแถบนี้ หากท่านปรารถนาชีวิตของข้าอย่างจริงใจ โปรดทำให้น้ำเต้าเหล่านี้จมลงไปจนไม่ลอยขึ้นมาอีก แล้วข้าจะรู้จักท่านในฐานะเทพเจ้าที่แท้จริงของแม่น้ำสายนี้ และจะถวายร่างกายของข้าแด่ท่าน แต่ถ้าท่านทำให้มันจมไม่ได้ ท่านก็ไม่ใช่เทพเจ้าที่แท้จริง และการที่ข้าจะบูชายัญชีวิตของตนเองก็ไร้ประโยชน์” แต่เมื่อโยนน้ำเต้าลงไปแล้ว น้ำเต้ากลับไม่จมน้ำ ส่วนตัวโควาคุบิรอดชีวิตมาได้
อีกหนึ่งตำนาน Hitobashira ที่ถูกเล่าขานกันต่อมา เป็นเรื่องราวของชาวไอฮาระ จังหวัดบูเซ็น ว่ากันว่าน้ำในแม่น้ำยามาคุนิท่วมทุกปี ยูยะ ดันโจ เจ้าหน้าที่ดูแลศาลในเขตนั้นแจ้งว่าจะต้องมีผู้เสียสละสังเวยชีวิตหนึ่งคน แต่ในเมืองไม่มีใครเป็นผู้เสียสละ เขาจึงเสนอว่าตัวเขาและผู้ปกครองตำบลอีก 6 คนจะโยนกางเกงลงไปในแม่น้ำ หากกางเกงใครจมลงไปในแม่น้ำ ผู้นั้นจะต้องสังเวยชีวิต ผลปรากฏว่ามีกางเกงของชายเพียงผู้เดียวที่จมลงแม่น้ำ ซึ่งก็คือของยูยะ ดันโจเอง นั่นทำให้เขากลายเป็นผู้สังเวยชีวิตในพิธีกรรมฮิโตบาชิระนี่เอง
การทำพิธีกรรมบูชามนุษย์ทั้งเป็นฝังรากลึกในเอเชีย
ตามที่เราได้เล่ามาเกี่ยวกับการทำพิธีฝังร่างมนุษย์ทั้งเป็นเพื่อบูชายัญที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น แต่ความจริงแล้วไม่ได้พบแค่ในประเทศญี่ปุ่น หากแต่พบได้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่ความเชื่อเรื่องผีกับธรรมชาติยังคงฝังรากลึกมานาน
ในประเทศจีนก็พบพิธีกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เรียกว่า ต้าเซิงจวน (Da Sheng Zhuang) ตามชื่อของชาวโชคร้ายที่ถูกเลือกให้เป็นผู้บูชายัญ เขามีอาชีพเป็นช่างไม้ ช่างก่อสร้าง และนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่จากราชวงศ์โจว ว่ากันว่าการเคลื่อนย้ายดินระหว่างการปลูกสร้างสถานที่ขนาดใหญ่ ทำให้วิญญาณโกรธแค้น ส่งผลให้การก่อสร้างเกิดเรื่องไม่ดี มีอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายเกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างเสมอ
พิธีกรรมที่ว่านี้ยังคงปรากฏในเรื่องเล่าตำนานโบราณของไทย ซึ่งเคยปรากฏในละครโทรทัศน์ชื่อเรื่องเจ้ากรรมนายเวรที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการนำมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่บูชายัญเพื่อสร้างเสาหลักเมือง

ฮิโตบาชิระ ตำนานที่ยังคงทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์อันแสนเจ็บปวด
เรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์ Hitobashira ไม่ได้เป็นเพียงนิทานปรัมปรา แต่มีหลักฐานที่ปรากฏว่าในอดีตมีการทำพิธีกรรมเช่นนี้จริง ลองสังเกตว่าเวลาเราไปเที่ยวญี่ปุ่น เรามักจะพบเสาหินตั้งอยู่ โดยเฉพาะปราสาท สะพาน เขื่อน สถานที่เหล่านี้เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งในอดีตต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายที่ขัดขวางการสร้าง การบูชายัญด้วยมนุษย์เป็น ๆ เป็นสิ่งที่เชื่อว่ากันจะทำให้ดวงวิญญาณสงบ ผู้คนจึงสร้างเสาหินเพื่อเป็นที่ระลึกถึงฮิโตบาชิระ ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละ กลายเป็นที่รำลึกถึงสถานที่ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้ออย่างที่ยากจะปฏิเสธได้
ติดตามบทความเรื่องเล่าผี เรื่องสยองขวัญ คดีฆาตกรรม และตำนานลึกลับทุกสัปดาห์ได้ทาง Ghostsfolder

