ตำนานเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ว่าประเทศไหนในโลกมักจะมีเรื่องเล่าขานรุ่นต่อรุ่นอยู่เสมอ อย่างเรื่องราวของ Island of the Dead Dolls หรือที่ชาวโลกเรียกขานกันว่า “เกาะตุ๊กตาผีสิง” เรื่องนี้นับว่าเป็นตำนานเมืองโด่งดังของเม็กซิโกที่ไม่ใช่เพียงแค่คนในพื้นที่เท่านั้นที่รู้จัก แต่ที่นี่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของกลุ่มคนที่หลงใหลในสถานที่ลี้ลับ

เกาะแห่งนี้มีอะไร ทำไมถึงถูกเรียกว่าเกาะตุ๊กตาผีสิง วันนี้ Ghostsfolder จะพาไปรู้จักกับดินแดนลี้ลับ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับวิญญาณที่สิงในตุ๊กตา
Island of the Dead Dolls ตำนานชายผู้โดดเดี่ยวกับเด็กหญิงปริศนา
หากคุณเสิร์ชชื่อ Island of the Dead Dolls ในอินเทอร์เน็ต สิ่งที่คุณจะพบอย่างแรกเลยคือ ทัวร์ท่องเที่ยวเกาะตุ๊กตาผี ซึ่งการจะเข้าไปถึงตัวเกาะได้จะต้องจ้างเรือเข้าไปในคลอง Xochimilco ตั้งอยู่ทางใต้ใจกลางเมืองเม็กซิโก ซิตี้
เดิมที่เกาะแห่งนี้ไม่ได้ตั้งชื่อว่าเกาะตุ๊กตาผีอย่างปัจจุบัน เกาะแห่งนี้เป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในชิมนัมปา ตั้งอยู่ลึกสุดของโซชิมิลโก ประเทศเม็กซิโกใต้ ที่นี่เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรมขนาดเล็กของ Don Julián Santana Barrera เจ้าของเกาะผู้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว บนเกาะมีพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม และกระท่อมเพียง 3 หลัง มีคลองเลียบเลาะรอบตัวเกาะ

Don Julián Santana Barrera ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพียงตัวคนเดียว อยู่มาวันหนึ่งเขาพบศพเด็กหญิงปริศนาลอยตามคลองมาติดบนเกาะ แต่เธอผู้นั้นเสียชีวิตแล้ว โดยเขาไม่สามารถช่วยชีวิตเธอได้ การพบศพเด็กหญิงปริศนาในวันนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เมื่อเขาอ้างว่าตัวเขาถูกรบกวนด้วยวิญญาณลี้ลับ ซึ่งน่าจะเป็นวิญญาณของเด็กหญิงผู้นั้น
เพียงไม่กี่วันหลังพบศพเด็กหญิง ก็มีตุ๊กตาเด็กหญิงลอยตามน้ำมา และหยุดตรงที่พบศพเด็กหญิง ทำให้ Don Julián Santana Barrera เชื่อว่าวิญญาณของเด็กหญิงคนนั้นน่าจะสิงอยู่ในร่างตุ๊กตาตัวนี้ เขาจึงนำตุ๊กตาตัวนั้นไปแขวนไว้บนต้นไม้ เพื่อรำลึกถึง และเป็นเครื่องบูชาแด่ดวงวิญญาณของเธอ
แต่เรื่องน่าประหลาดยังไม่จบเพียงเท่านี้ เขายังอ้างต่อว่า มักจะได้ยินเสียงของเด็กผู้หญิงกรีดร้องออกมาจากโลกหลังความตายว่า “หนูอยากได้ตุ๊กตาของหนูคืน” ทุกครั้งที่จูเลียนออกไปข้างนอก เมื่อกลับมาก็พบว่ามีตุ๊กตาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขาใช้เวลากว่า 50 ปีในการตามหาตุ๊กตาที่ถูกทิ้งนำมาแขวนไว้ตามมุมต่าง ๆ ของเกาะ บางครั้งถึงขั้นว่านำสินค้าเกษตรไปแลกกับตุ๊กตาเก่า เพื่อป้องกันวิญญาณร้าย และบูชาแด่เด็กหญิงที่จมน้ำเสียชีวิตในวันนั้น

หลังจากเสียชีวิตของ Don Julián Santana Barrera ในปี 2001 เกาะแห่งนี้ถูกตั้งชื่อว่า Island of the Dead Dolls หรือ La Isla de las Muñecas เกาะแห่งตุ๊กตา ทุกตารางนิ้วบนเกาะเต็มไปด้วยตุ๊กตาที่ออกไปทางน่ากลัวมากกว่าน่าหลงใหล พวกมันถูกหักคอ บ้างก็หักแขน ขา แววตาจ้องเขม็ง จนกลายเป็นที่กล่าวขานถึงตำนานลี้ลับบนเกาะแห่งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่าการตายของ Julián อาจจะเกี่ยวข้องกับวิญญาณของเด็กหญิง เพราะเขาเสียชีวิตลง ณ จุดที่พบศพเด็กหญิงและตุ๊กตาตัวแรกของเกาะ
Pediophobia อาการทางจิตใจที่ส่งผลเมื่อเห็นตุ๊กตา
เรื่องราวของเกาะ La Isla de las Muñecas ยังถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับโรค Pediophobia หรือเรียกกันว่า “โรคกลัวตุ๊กตา” หรือ “โรคกลัวเด็ก” เป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่เกิดกับบุคคลที่รู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งของที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ่น รูปปั้น แต่ที่พบบ่อยสุดคือตุ๊กตา เพราะตุ๊กตามีรูปร่างคล้ายมนุษย์ บางคนก็กลัวตุ๊กตาญี่ปุ่นโบราณ บางคนก็กลัวตุ๊กตาเด็กทารก หรือบางคนก็กลัวตุ๊กตาเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก แต่ดวงตากลมโต
ตามหลักฐานที่ปรากฏไม่พบแน่ชัดว่า Julián เคยพบเจอศพเด็กผู้หญิงจริงหรือไม่ ชาวบ้านบางคนก็สันนิษฐานว่าเขากุเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่เคยมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตจริง แต่บางคนก็คาดเดากันไปต่าง ๆ นานาว่า หรือนี่อาจจะเกิดจากอาการป่วยทางจิตของ Julián ทุกสิ่งอาจจะเกิดจากภาพหลอนของเขาเองก็เป็นไปได้

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่นำตุ๊กตามาแขวนรวมกันไว้บนเกาะร้างแห่งนี้ ประกอบกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณของเด็กผู้หญิงจมน้ำตาย และการตายของจูเลียนที่เสียชีวิตในที่เดียวกัน ก็ทำให้ Island of the Dead Dolls กลายเป็นจุดหมายที่เหล่าคนชอบเรื่องลี้ลับมุ่งเป้าหมายอยากจะเดินทางมาเยือนเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างมาจนถึงปัจจุบันนี้
ประวัติศาสตร์แห่งความโหดร้ายของโซชิมิลโก
ก่อนที่จะมาเป็นเกาะตุ๊กตาผีอันเลื่องชื่อเฉกเช่นปัจจุบัน ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยผ่านประวัติศาสตร์อันแสนโหดร้ายที่ยากจะลืมเลือน
ในสมัยคอร์เตซ ผู้คนจำนวนมากหนีมาจากโซชิมิลโก แล้วซ่อนตัวอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่หนีการถูกจับกุมและการข่มขืน เดิมทีเม็กซิโกซิตี้เป็นเกาะในทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ล้อมรอบด้วยเทือกเขาเซียร์รามาเดร เมื่อประมาณ 1,300 ปีก่อนคริสตกาล จักรวรรดิแอชแท็ชเริ่มพัฒนาพื้นที่ โดยเริ่มสร้างเกาะเทียม เรียกกันว่า “ชินัมปา” มีการพัฒนาคลองสำหรับให้เกษตรกรใช้สัญจรไปมา
ในปี ค.ศ. 1591 – 1521 ชาวแอซเท็กพ่ายแพ้สงครามต่อสเปน ทำให้พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ถูกถม หลังจากนั้น จึงมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นที่บริเวณเกาะดั่งเช่นปัจจุบัน ยกเว้นในเขตโซชิมิลโก ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของเม็กซิโก ซิตี้ที่ยังคงใช้ระบบคลองและชาวบ้านในพื้นที่ยังคงทำเกษตรกรรมมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพื้นที่นี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พื้นที่บริเวณนี้ยังคงเป็นที่หลบซ่อนของเหล่านักปฏิวัติและผู้ปฏิบัติทางศาสนาที่ไม่เป็นที่โปรดปราณ พวกเขามักจะจบชีวิตลงด้วยการถูกฆ่าหรือจมน้ำบริเวณนี้
ปัจจุบันพื้นที่โซชิมิลโก ก็ยังคงเป็นพื้นที่สำหรับทำเกษตรกรรม ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่จะปลูกพริก ข้าวโพด ฟักทอง และสิ่งที่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ก็หนีไม่พ้น Island of the Dead Dolls เกาะที่มีเรื่องเล่าโด่งดัง มาพร้อมกับตำนานอันลึกลับ และสถานที่แห่งนี้ยังเคยถูกใช้เป็นโลเคชันหลักในภาพยนตร์เรื่อง María Candelaria (1944) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกรู้จักกับเกาะตุ๊กตาลี้ลับแห่งนี้
Island of the Dead Dolls มีวิญญาณจริงหรือไม่
ยังคงเป็นเรื่องถกเถียงกันมากมายว่าจริง ๆ แล้วเกาะแห่งนี้มันมีวิญญาณอยู่จริงหรือ อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันได้เลยว่า Don Julián Santana Barrera พบศพเด็กผู้หญิงจมน้ำเป็นเรื่องจริง และไม่มีข้อพิสูจน์ได้แน่ชัดว่ามีวิญญาณอยู่ในตุ๊กตาเหล่านั้น มีเพียงคำอ้างของเจ้าของเกาะ และเหล่าตุ๊กตาที่ถูกตัดหัว แขน ขา ทิ้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้บนเกาะเพียงเท่านั้น

หลานชายของบาร์บาราเล่าว่า ผู้ดูแลเกาะพบเห็นเด็กหญิงว่ายน้ำเล่นอยู่กับเพื่อน ๆ และน้องสาว ส่วนตัวเธอนั้นจมน้ำ และถูกกระแสน้ำพัดพามา เขาเล่าว่า หลังจากที่ลุงของเขาพบศพ ก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เขาเล่าว่าวิญญาณของเด็กหญิงคนนั้นใช้ชีวิตอยู่ด้วยความโศกเศร้า หลังจากเธอเสียชีวิตได้ 1 วัน จูเลียนก็พบวิญญาณ นอกจากนี้ พืชผลทางเกษตรของเขาก็เริ่มทยอยตาย เขาพยายามทำทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่สามารถทำสำเร็จ เขาจึงเชื่อว่านี่อาจจะเป็นเพราะวิญญาณเด็กหญิงทำลายมัน
ในตอนแรกบาร์บาราสร้างแท่นบูชาในกระท่อมของเขาเพื่อหวังบูชาวิญญาณเด็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นผล เขาจึงเริ่มสะสมตุ๊กตาทีละตัว 2 ตัว เพราะมันเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เขาอ้างว่าพบเจอตุ๊กตาลอยตามน้ำมาในอีก 2 วันหลังพบศพ บาร์บาราใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในการสะสมตุ๊กตาจนได้มากว่า 1,000 ตัว เขานำพวกมันมาแขวนไว้ตามจุดต่าง ๆ เช่น ต้นไม้ อาคาร สิ่งก่อสร้าง ราวตากผ้า รู้ตัวอีกทีตุ๊กตาน่าขนลุกพวกนั้นก็แขวนอยู่เต็มทุกตารางนิ้วของเกาะ
ทัวร์ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สร้างเม็ดเงินให้เม็กซิโก
ปัจจุบัน Island of the Dead Dolls ได้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์โดยสมบูรณ์แบบ แต่การจะเข้าไปยังตัวเกาะได้นั้น นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อทัวร์ โดยจะต้องจ้างเรือกอนโดล่าขับลัดเลาะไปตามคลอง ที่นี่ได้กลายเป็นแหล่งรายได้ให้คนในพื้นที่ หลังจากที่จูเลียนเสียชีวิตลงเมื่อปี 2001 เขาได้ยกเกาะแห่งนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของคนตาย ทำให้ในภายหลังได้ถูกพัฒนามาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
การท่องเที่ยวได้สร้างรายได้มหาศาลให้คนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ระหว่างทางไปนักท่องเที่ยวยังจะได้ชมวิถีชีวิตของคนในชุมชน ได้ทานอาหารพื้นถิ่นแบบดั้งเดิมของคนเม็กซิกัน

เรื่องราวของเกาะตุ๊กตาผีในเม็กซิโกใต้เป็นที่รู้จักทั้งในเม็กซิโกเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชอบเรื่องลี้ลับ แม้ว่าคำบอกเล่าจากปากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เคยไปจะพูดว่า ที่นั่นก็ไม่มีอะไรนี่ ไม่เคยเห็นวิญญาณ ไม่มีผีเด็ก ไม่มีผีคนแก่ตามเรื่องเล่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวอยากจะไปเยี่ยมชมเกาะแห่งนี้ไม่ลดลง
คำแนะนำหากต้องการไปเที่ยว
ถึงแม้จะเป็นแค่เรื่องเล่าที่อาจจะพูดได้ว่าเป็นเพียงตำนานเมืองก็ไม่ผิดซะเดียว แต่หากคุณอยากจะเดินทางไปเที่ยวที่เกาะแห่งนี้ คุณอาจจะต้องเรียนรู้ข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
- แนะนำให้นำของติดไม้ติดมือไปถวาย เช่น ตุ๊กตาตัวใหม่ ลูกอม ดอกไม้
- ไม่ควรหยิบตุ๊กตาบนเกาะกลับบ้าน (เชื่อว่าดวงวิญญาณจะตามติดไปถึงบ้าน บรือ!!)
- การท่องเที่ยวจะเป็นแบบ One Day Trip ควรออกจากเกาะก่อนตะวันลับฟ้า
- อย่าพูดจาดูหมิ่นตุ๊กตาบนเกาะ
เกาะตุ๊กตาผีสิงในเม็กซิโก การท่องเที่ยวแนวลี้ลับที่มาพร้อมกับตำนานเมือง
เป็นยังไงกันบ้างกับเรื่องราวของเกาะ Island of the Dead Dolls เกาะตุ๊กตาผีสิงจากเม็กซิโก เพื่อน ๆ อยากลองไปเที่ยวกันดูไหม ถึงแม้เกาะแห่งนี้จะเต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์อันแสนหดหู่ แต่ปัจจุบันก็ถูกพัฒนามาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนตลอดปี ถามว่าน่ากลัวไหม ดิฉันก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่เคยไป แต่หากใครอยากลองเปิดโลกลองท้าพิสูจน์ดู ก็แนะนำให้เลือกทัวร์ที่เชื่อถือได้ แล้วลุยโลด!


