เล่าเรื่องผีโรงเรียนญี่ปุ่น

เล่าเรื่องผีกับ 7 ตำนานผีในโรงเรียนญี่ปุ่น แท้จริงแล้ว มีมากกว่า 7

หัวข้อน่าสนใจ

คุณเชื่อกับเลข 7 หรือไม่? ที่ว่ากันว่า เป็นเลขมหัศจรรย์ที่ถูกใช้ไปทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะ 7 สิ่งมหัศจรรย์ 7 สิ่งลี้ลับ 7 เรื่องเล่า 7 คาบสมุทร 7 เทพโชคลาภ หรืออาถรรพ์ 7 ปี วันนี้เราจึงยกเรื่องเล่าและตำนานสยองขวัญที่กลายเป็นตำนานเมืองบอกต่อ ๆ กันมา เราจะพาคุณย้อนไปในช่วงที่เรายังเรียนอยู่ในโรงเรียน เป็นการเปิดกรุเล่าเรื่องผีกับ 7 ตำนานผีในโรงเรียนญี่ปุ่น ไม่ใช่ตำนานจากอดีตอันไกลโพ้น แต่อาจจะเกิดขึ้นกับเราก็ได้ แต่จะมีเรื่องอะไรบ้าง ตามไปอ่านกันเลยค่ะ

เล่าเรื่องผีกับ 7 ตำนานผีในโรงเรียนญี่ปุ่น แท้จริงแล้ว มีมากกว่า 7
เล่าเรื่องผีกับ 7 ตำนานผีในโรงเรียนญี่ปุ่น แท้จริงแล้ว มีมากกว่า 7

ฮานาโกะในห้องน้ำ

เล่าเรื่องผีแรก เราจะมาพูดถึงฮานาโกะในห้องน้ำ วิญญาณเด็กผู้หญิงที่แต่งกายด้วยเชิ้ตสีขาว กระโปรงเอี๊ยมสีแดง ผมสั้น เป็นวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในห้องน้ำ ตามความเชื่อนั้น เล่ากันว่า จะมีพิธีกรรมเรียกเธอออกมา โดยหากเคาะประตูห้องน้ำหญิงเพียงลำพังสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก แล้วถามว่า “ฮานาโกะอยู่ไหม” หากมีเสียงตอบว่า “อยู่ที่นี่” ประตูก็จะเปิดออก และมีเด็กผู้หญิงใส่กระโปรงสีแดงลากผู้ที่จะมาลองของหรือตัวเราไปลงนรก สถานที่จะพบเจอได้ต้องเป็นห้องน้ำเด็กผู้หญิงเวลาหลังเลิกเรียน

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่แมสอย่างมาก ใคร ๆ ก็กล่าวถึงและเล่าเรื่องผีฮานาโกะในโลกอินเตอร์เน็ตอยู่บ่อย ๆ ซึ่งหนึ่งในเรื่องราวหนึ่งในนั้น บอกว่า “ผีห้องน้ำ” มีต้นกำเนิดจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้างก็ว่าเธอได้เล่นซ่อนหากับเพื่อน หรือวิ่งหนีเครื่องบินทิ้งระเบิดจากอเมริกา แล้วไปซ่อนที่ห้องน้ำโรงเรียน แต่แล้วเครื่องบินก็ทิ้งระเบิดลงในโรงเรียนที่เธอซ่อนอยู่ เธอจึงได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในโรงเรียนนับตั้งแต่นั้นมา นอกจากนี้ เรื่องราวของผีฮานาโกะยังมีอีกหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บอกว่าเธอเป็นเด็กที่ถูกแกล้ง จนตัดสินใจฆ่าตัวตายในห้องน้ำโรงเรียน หรือจะเป็นเด็กสาวที่ถูกฆาตกรรมจากคนโรคจิต โดนทารุณจากคนในครอบครัว และเรื่องเล่าอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน

ฮานาโกะในห้องน้ำ
ฮานาโกะในห้องน้ำ

บันได 13 ขั้น

เล่าเรื่องผีเรื่องที่สอง กับบันไดขั้นที่ 13 โดยปกติแล้วโรงเรียนที่ญี่ปุ่นจะมีบันไดต่อชั้นสูงสุดไม่เกิน 12 ขั้น ขึ้นอยู่กับโณงเรียน แต่แล้วก็มีตำนานที่เล่าเรื่องราวบันไดขันที่ 13 บันได้ที่ไม่สมควรจะมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ โดนขั้นที่ 13 นั้นจะปรากฎออกมาอย่างลึกลับตอนไหนก็ได้อย่างไม่รู้ตัว และถ้าใครบังเอิญซวยเดินไปเหยียบบันไดพิศวงนี้เข้า ก็จะถูกส่งไปยังมิติลี้ลับที่ไม่สามารถกลับมาได้ หรือไม่ก็จะถูกวิญญาณร้ายทำให้ตายทันที

บางเวอร์ชั่นอาจจะมีการเล่าเรื่องผีว่า เป็นคำสาปของนักเรียนที่เกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากบันได เด็กคนนั้นเลยกลายเป็นวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ ที่พร้อมจะพานักเรียนคนอื่น ๆ ไปอยู่ด้วย เลยทำให้นักเรียนญี่ปุ่นในยุคนั้นกลัวว่าจะไปเหยียบบันไดขั้นนี้กันมาก จนบางครั้งก็ขึ้นลงบันไดจะต้องนับขั้นทุกที

ขั้นบันไดขั้นที่สิบสาม
ขั้นบันไดขั้นที่สิบสาม

หุ่นกายวิภาค ห้องวิทยาศาสตร์

เล่าเรื่องผีเรื่องที่ 3 กับ หุ่นกายวิภาค ห้องวิทยาศาสตร์ หุ่นกายภาพประจำห้องวิทยาศาสตร์ที่จำลองภาพอวัยวะภายในและกล้ามเนื้อของมนุษย์แบบครบทุกส่วน ตกกลางคืนมีผู้พบเห็นเล่าว่าหุ่นนี้สามารถเคลื่อนไหวได้ และจะไม่ได้แค่อาศัยอยู่ในห้องวิทยาศาสตร์เท่านั้น บางทีก็จะพบเห็นออกมาวิ่งทั่วตึกเรียนท่ามกลางความมืดเลยก็มี และถ้ามันพบเห็นมนุษย์เมื่อไรก็จะวิ่งไล่ตามแบบไม่คิดชีวิตด้วยเหตุผลที่ว่า ‘อยากเป็นมนุษย์’ จึงไล่เอาชีวิตของคนนั้นมาแทน บ้างก็เล่าว่าเมื่อมองไปที่หน้าอกของหุ่นจำลองจะเห็นว่าหัวใจเต้นตุ้บๆ เหมือนกับมีชีวิตอยู่อย่างไรอย่างนั้น

หุ่นกายวิภาค ห้องวิทยาศาสตร์
หุ่นกายวิภาค ห้องวิทยาศาสตร์

เสียงเปียโนจากห้องดนตรี

เล่าเรื่องผีเรื่องที่ 4 กับเสียงเปียโนจากห้องดนตรี เสียงเปียโนอันแสนไพเราะที่แว่วออกมาจากห้อง ถ้าได้บรรเลงจากฝีมือของนักดนตรีคงทำให้เพลินดี แต่พอเปิดเข้าไปจริง ๆ แต่กลับไม่มีคนอยู่ซะอย่างนั้น เล่นเอาหลอนสุด ๆ ไปเลย เล่ากันว่านั่นเป็นวิญญาณของครูสอนดนตรีที่ตายแล้ว แต่ยังคงวนเวียนสิงสถิตอยู่กับห้องดนตรีนั่นเอง ตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างกล่าวว่า เพลงที่ได้ยินมักจะเป็นเพลง For Elise และ Moonligh ซึ่งเป็นเพลงที่บีโธเฟนแต่งเองทั้งหมด จึงไม่อาจทราบได้ว่าคนที่มาเล่นเปียโนนั้นเป็นบีโธเฟนเองหรือไม่ แต่ก็ยังมีบางโรงเรียนเล่ากันว่าเป็นวิญญาณของครูสอนดนตรีที่ตายแล้วไม่ไปไหน แต่สถิตอยู่กับห้องดนตรี และคอยเล่นเปียโนให้เหล่าเด็กนักเรียนของเธอฟัง

เสียงเปียโนจากห้องดนตรี
เสียงเปียโนจากห้องดนตรี

รูปปั้นหินนิโนมิยะ คินจิโร่

เล่าเรื่องผีเรื่องที่ 5 กับ รูปปั้นหินนิโนมิยะ คินจิโร่ ที่ภายในโรงเรียนญี่ปุ่นแทบจะทุกโรงเรียนนั้นจะมีรูปปั้นหิน นิโนมิยะ คินทาโร่ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการศึกษาแห่งญี่ปุ่น เมื่อตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นฐานะทางบ้านของเขายากจน แต่คินทาโร่เชื่อว่าการศึกษาจะทำให้ชีวิตความอยู่ของครอบครัวและตัวเองดีขึ้น จึงได้ทำงานแบกฟืนไว้ที่หลังพร้อมกับอ่านหนังสือเรียนไปด้วย ต่อมาเมื่อคินทาโร่โตเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตของเขาก็ประสบความสำเร็จดั่งที่ตั้งใจไว้ และถูกยกย่องเป็นนักการศึกษาถึงขนาดทุกโรงเรียนต้องมีรูปปั้นหินของเขา เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้เด็กนักเรียนขยันตั้งใจเรียนและเอาเป็นแบบอย่างไปใช้ในอนาคต

สำหรับเด็กในโรงเรียนแล้วอาจจะชวนขนหัวลุกอยู่ไม่น้อย เพราะเล่าเรื่องผีเรื่องนี้เล่ากันว่า เมื่อรูปปั้นหินคินทาโร่กลับมีชีวิตในตอนกลางคืน เล่ากันว่าเมื่อตกดึกรูปปั้นคินทาโร่จะบิดขี้เกียจเสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบ และลงมาจากแท่นเดินวิ่งเล่นไปทั่วโรงเรียน อ้างกันว่าสาเหตุที่เขาออกมาเดินตอนกลางคืนเป็นเพราะในสมัยที่ยังมีชีวิตต้องทำงานพร้อมกับเรียนไปด้วย ทำให้ไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นสนุกสนานใช้ชีวิตแบบเด็กคนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เขาจึงออกวิ่งเล่นเหมือนกับยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อฟ้าสางพระอาทิตย์ขึ้นรูปปั้นหินคินทาโร่ก็จะกลับมาอยู่ที่แท่นดังเดิม

รูปปั้นหินนิโนมิยะ คินจิโร่
รูปปั้นหินนิโนมิยะ คินจิโร่

กระจกห้องน้ำเวลากลางคืน

หลาย ๆ โรงเรียนในญี่ปุ่นจะมีเล่าเรื่องผีอีกเรื่องที่น่ากลัวไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเผยแพร่ไปทั่วโลก ไม่เพียงแค่ในญี่ปุ่นแต่ในประเทศของเราก็ด้วย ว่ากันว่าถ้ามองกระจกห้องน้ำเวลากลางคืนหรือเวลา ตีสี่สี่สิบสี่ โดยเลข 4 เป็นเลขอัปมงคลของคนญี่ปุ่น ซึ่งมันไปพ้องกับคำว่า 死 (shi) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ความตาย ผู้คนที่จ้องไปที่กระจกเงา รูปลักษณ์ของตัวเองจะเปลี่ยนไป บ้างว่าอาจจะเป็นภาพเนื้อคู่ในอนาคต บ้างว่าอาจจะเป็นภาพอนาคตของผู้จ้องมอง แต่ภาพเหล่านั้นจะเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต บ้างว่าใบหน้าของเราจะเปลี่ยนไปหรืออาจจะมีวิญญาณพยาบาทปรากฏบนกระจกยืนอยู่ข้างกาย เรื่องเล่าอาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่โรงเรียน แต่นี่ก็ทำให้หลาย ๆ คนไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำคนเดียวไปเลย

กระจกห้องน้ำเวลากลางคืน
กระจกห้องน้ำเวลากลางคืน

ภาพบีโธเฟน

เล่าเรื่องผีสุดท้ายกับ เสียงดนตรีจากโลกหน้า ปกติแล้วในโรงเรียนญี่ปุ่นแทบทุกโรงเรียนจะมีห้องดนตรีแยกไว้สำหรับวิชาดนตรีโดยเฉพาะ และภายในห้องนอกจากจะมีเครื่องดนตรีมากมายอยู่แล้วยังมีภาพบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ศิลป์ด้านดนตรีประดับไว้อยู่ตามมุมห้องด้วย และภาพของบุคคลที่กลายเป็นเรื่องเล่าสุดหลอนของเหล่าเด็กๆ ก็คือ ลุดวิก แวน บีโธเฟน ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะด้านดนตรี คีตกวีหูหนวก

ซึ่งปกติตอนกลางวันก็เป็นเพียงภาพธรรมดาที่เด็กบางคนยังเห็นทรงผมของบีโธเฟนเป็นเรื่องตลก แต่พอตกกลางคืนว่ากันว่าใบหน้าบนภาพของบีโธเฟนที่แขวนอยู่บนผนังจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าโกรธเกรี้ยวคิ้วขมวด บ้างก็ว่ามีลูกตาขยับได้ และแสงลึกลับออกมาจากดวงตา เมื่อเรื่องลึกลับนี้แผ่ขยายไปสู่หมู่นักเรียนมากขึ้นก็ยิ่งทำให้ไม่มีใครกล้าอยู่ในห้องดนตรีคนเดียวแม้จะเป็นตอนกลางวัน เพราะกลัวว่าดวงตาของบีโธเฟนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่

ภาพบีโธเฟน
ภาพบีโธเฟน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Missiontothemoon , AnitimeTH

นอกจากการเล่าเรื่องผีน่ากลัว ๆ จากที่ยกตัวอย่างมานั้นก็ถูกกล่าวขานไปแทบทุกโรงเรียนแล้ว ยังมีเรื่องเล่าลึกลับอื่น ๆ ที่แอบซ่อนอยู่ภายในโรงเรียนอีกมากมาย อาทิเช่น

  • โต๊ะเรียนปริศนา ภายในห้องเรียนจะมีโต๊ะและเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่งที่ไม่มีคนนั่ง บ้างก็ว่าเป็นโต๊ะของเด็กที่เสียชีวิตไปแล้ว
  • ลู่ว่ายน้ำที่ 4 วิญญาณที่สิงสถิตอยู่จะดึงเด็กที่ว่ายน้ำลงไปที่ก้นสระ หรือทำให้เป็นตะคริวจนจมน้ำตาย (เลข 4 พ้องเสียงกับคำว่าตายในภาษาญี่ปุ่น)
  • ทหารสงคราม โรงเรียนที่สร้างทับที่สงคราม ตกดึกจะมีเหล่าผีทหารออกมาเร่ร่อนด้วยความเคียดแค้น
  • หนังสือในห้องสมุด หนังสือปริศนาที่ไม่มีในลิสต์ของห้องสมุด เมื่อหยิบออกมาอ่านแล้วจะพบเจอกับเรื่องน่ากลัวที่ไม่อาจคาดเดาได้
  • เสียงลูกบาสในโรงยิม ตกกลางคืนจะได้ยินเสียงลูกบาสเด้งกระทบพื้น ว่ากันว่าเป็นวิญญาณเด็กนักเรียนไร้หัวกำลังซ้อมเล่นบาสอยู่อย่างโดดเดี่ยว

สามารถติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ Ghosts Folder

carpKoRN