หลายครั้งที่พูดถึง วัดไทย แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่สำหรับทำบุญ หรือปฏิบัติธรรม แต่อย่าลืมว่า “วัด” มักจะเป็นขั้วตรงข้ามกับสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” เพราะวัดเปรียบเหมือนสถานที่หลบหนีภัยและขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัดในประเทศไทยหลายแห่งมักมี เรื่อง ผี บอกเล่าต่อกันมาเสมอ ไม่ต่างจากโรงพยาบาลร้าง ตำนานผีในมหาลัย หรือสถานที่ที่เคยมีประวัติ วัดบางแห่งที่เก่าแก่อาจจะมี เรื่องเล่า ตำนาน โบราณ ให้เราได้ลองศึกษากันอยู่เสมอ
บทความนี้ ghostsfolder อยากจะพาทุกคนไปฟัง เรื่องเล่าตํานานโบราณ ของวัดในไทยเรา ซึ่งเราได้รวบรวม 10 วัดที่ต้องบอกเลยว่าขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยน บางที่มีเรื่องเล่าตำนานเมืองที่คนพื้นที่บอกเล่าปากต่อปากกันมา จะมีที่ไหนบ้าง ไปดูพร้อมกันจ้า
วัดสุทัศน์ – วัดสระเกศ
คงไม่มีตำนาน วัดไทย ที่ไหนโด่งดังไปกว่าวัดสระเกศกับวัดสุทัศน์อีกแล้ว เพราะนี่คือ เรื่องเล่า ตำนาน โบราณ ที่มาคู่กับเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีเปรต หรือที่คนไทยเราเคยได้ยินว่า แร้งวัดสระเกศเปรตวัดสุทัศน์ จากเรื่องเล่าพื้นบ้าน สู่ตำนานเมืองโด่งดัง หลังจากถูกหยิบยกไปทำเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายต่อหลายเรื่อง

ความจริงแล้ววัดทั้ง 2 ไม่ใช่ที่เดียวกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อย อย่างวัดสระเกศ คือวัดที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับฝูงแร้งและความตาย เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังเป็นยุคที่ราชอาณาจักรไทยยังคงใช้วิธีการเผาศพตามประเพณีนิยมของอยุธยา กล่าวคือ จะไม่สามารถเผาศพภายในวัดที่อยู่ภายในเขตกำแพงเมืองได้ จึงจำเป็นต้องเผานอกเขตกำแพง
ครั้งเมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 ประเทศไทยเกิดโรคห่าระบาดทั้งพระนคร เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ตามหลักฐานในพงศาวดารบันทึกเอาไว้ว่า มีคนตายมากถึง 30,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 15 วันเท่านั้น
การที่มีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากในครั้งนั้น ทำให้วัดไม่สามารถรองรับการเผาศพที่เพียงพอ อีกทั้งประเพณีนิยมที่ยังไม่ได้ถูกยกเลิก หากเป็นเจ้าขุนมูลนายหรือคนมีเงิน จะทำพิธีเผาศพตามประเพณีได้ แต่หากเป็นชาวบ้านคนยากคนจน ศพจะถูกลำเลียงออกมาทางประตูเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ประตูผี” เพื่อนำไปเผายังวัดสระเกศ แต่ในการเผาศพนั้น สัปเหร่อไม่สามารถเผาทั้งร่างได้ เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีเมรุแบบสมัยนี้ มีเพียงตะแกรงเหล็กที่ใส่ไฟไว้ข้างใต้เท่านั้น

ดังนั้น สัปเหร่อจะต้องเฉือนเนื้อหนังออก เผาเพียงแค่กระดูก ส่วนเนื้อหนังที่ถูกแร่จะถูกโยนให้ฝูงแร้งที่มารอกินซากศพ ทำให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยเสียงร้องอย่างกระหายเลือดของฝูงแร้งนับพันตัว ฝูงอีกาที่บินโดยรอบ และฝูงสุนัขที่ตามกลิ่นคาวเลือดมา เป็นภาพที่ช่างน่าสยดสยองเสียจริง
ส่วนวัดสุทัศน์จะมากับ เรื่องเล่าตํานานโบราณ เกี่ยวกับเปรต เนื่องจากภายในพระอุโบสถมีภาพวาดฝาผนังที่มีภาพของเปรตตัวสูงยาวกำลังนอนราบ โดยมีพระสงฆ์กำลังยืนมองสังขารอย่างเวทนา
วัดเสมียนนารี
ตำนานวัดเสมียนนารี เรื่อง ผี สุดโด่งดังที่คนกรุงเทพฯ รู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมันคือตำนานเมืองที่ว่ากันว่าเกิดขึ้นมากกว่า 150 ปีได้แล้ว
วัดเสมียนนารี เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ วัดไทย ที่มาพร้อมกับเรื่องราวของหญิงสาวชุดดำแห่งวัดเสมียนนารี เรื่องราวของหญิงสาว 2 คน แต่งกายด้วยชุดสีดำคล้ายจะไปงานศพ พวกเธอมักออกมายืนโบกเรียกรถแท็กซี่หรือรถของผู้คนที่ผ่านไปมายามค่ำคืน บ้างก็ว่ารับพวกเธอมาจากย่านสถานบันเทิงชื่อดัง เช่น RCA บ้าง สีลม ทองหล่อ รามอินทรา ไม่ว่าจะรับมาจากที่ใดก็แล้วแต่ จุดหมายปลายทางคือที่เดียวกัน นั่นก็คือ “วัดเสมียนนารี” แขวงลาดยาว เขตจตุจักร

ผู้ที่เคยพบเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยตัวเองพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อเขารับพวกเธอขึ้นรถ เธอกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่พูดไม่จากัน พอถึงที่หมาย คนขับจะหันกลับไปหา แต่กลับไม่พบสองสาวนิรนาม เมื่อจังหวะนั้น รถยนต์ก็ดับลงไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้สายตาต้องจับจ้องไปที่ทางรถไฟด้านหน้าวัด เขาเห็นหญิงสาวชุดดำทั้ง 2 คนกำลังคลานตามรางรถไฟ แต่ร่างกายกลับขาด 2 ท่อน ใบหน้าน่ากลัว ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด
เมื่อลองไปค้นหาประวัติความเป็นมาว่านี่คือเรื่องจริงหรือแค่ตำนานที่ชาวบ้านกุขึ้นมา ก็พบว่าเคยมีข่าวผู้หญิง 2 คนถูกรถไฟทับตาย ตัวขาด 2 ท่อน บางเรื่องเล่าบอกว่า แท้จริงแล้วเธอทั้งสองกำลังขับรถไปงานศพแม่ที่จัดขึ้นในวัดเสมียนนารีนั่นแหละ แต่กลับถูกรถไฟทับตาย ด้วยความกังวลว่าจะไปงานศพแม่ไม่ทัน ทำให้วิญญาณของพวกเธอยังคงวนเวียนอยู่บริเวณนั้น
วัดกระซ้าย
คุณเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์หรือไม่ คุณว่าเรื่องนี้มีจริงไหม ? ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อยังไงก็ตาม แต่สำหรับคนอยุธยาผูกพันกับเรื่องนี้มานาน หนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดเรื่องราวปู่โสมเฝ้าทรัพย์ก็คือที่ “วัดกระซ้าย” ตั้งอยู่ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา วัดไทย ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยนมากที่สุดในไทย
วัดกระซ้าย เป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ตามหลักฐานบันทึกว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเอกาทศรสทรงเดินทางมาเยือนอยู่บ่อยครั้ง และยังเป็นที่บรรจุอัฐิของสมเด็จพระเอกาทศรส ครั้งเมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 มีการฝังสมบัติและสิ่งของมีค่าของพระมหากษัตริย์ไว้ในกรุด้านล่าง มีทั้งเครื่องเรือนโบราณ ทองคำ และพระเครื่องโบราณของพระเจ้าสิบชาติ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ดึงดูดความสนใจของเหล่านักล่าสมบัติและคนที่ต้องการเข้ามาขโมยสมบัติ

แต่ทว่า วัดกระซ้าย เฮี้ยน กลับกลายเป็นเรื่องหนาหู เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาขุดหาสมบัติ จะต้องพบกับจุดจบไม่สวยสักราย บ้างก็เสียชีวิต ไม่ก็เป็นบ้าเสียสติไปเลยก็มี แต่ที่ทำให้วัดกระซ้ายกลายเป็นสถานที่โด่งดังจนถึงขั้นเป็นหนึ่งในสารคดี National Geographic สารคดีที่ถ่ายทำรายการผีเฮี้ยนทั่วเอเชีย ซึ่ง วัดกระซ้าย ผี ดุ คือหนึ่งในสถานที่ที่ถูกคัดเลือก นอกจาก เรื่อง ผี แล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่มีคนมาผูกคอตายกันเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นว่าเคยมีกลุ่มคนนั่งรถตู้จากกรุงเทพฯ เพื่อมาผูกคอตายกันที่นี่พร้อมกัน
วัดปราสาท
อีกหนึ่งวัดดังของไทยที่เขาว่ากันว่าผีดุและเฮี้ยนสุดในไทย ไม่ต้องไปไหนไกล ไปกันแค่จังหวัดนนทบุรีที่ “วัดปราสาท” วัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปี เรื่อง ผี ของที่นี่เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีผีหัวขาดที่เฮี้ยนมากในประเทศไทย
ย้อนกลับไปในอดีต สถานที่แห่งนี้เคยเป็นค่ายทหารและลานประหารเก่าแก่ ผู้คนถูกประหารชีวิตโดยการถูกตัดคอขาด เรื่องเล่าเกี่ยวกับ วัดปราสาท นนทบุรี ผี จึงเป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องผีดุ ชาวบ้านมักเล่าว่า วันดีคืนดีมีเสียงร้องโหยหวน บ้างก็ว่าเคยมีคนพบเห็นวิญญาณชายไทยเดินร่อนเร่ แต่เขาผู้นั้นไม่มีศีรษะ หรือบ้างก็ว่าชายผู้นั้นถือศีรษะตัวเองไว้ก็มี

ดูเหมือนว่าเรื่องเล่าของวัดปราสาทแห่งนี้ จะเป็น วัดไทย ที่มีผู้คนพบเจอเรื่องราวแปลกประหลาดบ่อยสุด อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าที่วัดปราสาทเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการบวชเรียน จึงมักมีเรื่องเล่าของสามเณรที่เข้ามาพักแรมบวชเรียนที่วัดแห่งนี้ บางคืนก็มีคนได้ยินเสียงเปรตยามวิกาล นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีเรือนไทยโบราณเก่าและต้นตะเคียนที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ที่มักเป็นมีผู้พบเห็นหรือได้ยินเสียงยามวิกาลอยู่บ่อยครั้ง
วัดสุวรรณาราม
วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่อยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย ชาวบ้านในพื้นที่มักเรียกอีกชื่อว่า “วัดทอง” วัดเก่าแก่ที่มี เรื่องเล่า ตำนาน โบราณ เกี่ยวกับวิญญาณผีหัวขาด
เหตุที่มีเรื่องเล่าขานเช่นนี้ คงต้องย้อนกลับไปสมัยกรุงธนบุรี ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกวาดต้อนเชลยพม่าที่ถูกจับกุมตัวมายังวัดสุวรรณาราม และทรงใช้ลานวัดเป็นลานประหาร นักโทษทั้งไพร่พลและพลทหารที่ถูกจับตัวเป็นเชลยถูกจับตัดศีรษะ

ชาวบ้านในพื้นที่มักมีเรื่องเล่าว่า พอตะวันตกดิน บางครั้งอาจได้พบเห็นกับวิญญาณของชายชาวพม่าที่ถูกตัดศีรษะเดินไปมาบริเวณลานวัด หรืออีกหนึ่งตำนานความเฮี้ยนที่ว่ากันว่า เชลยบางคนเป็นนายพลชั้นสูง พวกเขามักห้อยเครื่องประดับมีค่า เครื่องประดับเหล่านั้นถูกฝังไปพร้อมร่าง วันหนึ่งมีคนไปขุดพบ จึงเก็บเอาไปขาย หลังจากนั้น ชายผู้นั้นพบกับอาถรรพ์ลี้ลับ เมื่ออยู่ ๆ ก็ฝันถึงผีทหารพม่ามาทวงสมบัติคืน หากไม่เอาไปคืน มิเช่นนั้น จึงเอาชีวิตภรรยาไป
ถึงอย่างไรก็ตาม ชายผู้นั้นไม่ได้ฟังคำเตือน มองว่าเป็นเรื่องงมงาม ไม่กี่วันต่อมา ภรรยาที่กำลังอุ้มท้องลูกก็เสียชีวิตลง เรื่องนี้จึงกลายเป็นตำนานเกี่ยวกับความอาถรรพ์ที่ถูกเล่าต่อกันมา แม้จะไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม
วัดบ้านแก
พาขึ้นเหนือไปกันที่ “วัดบ้านแก” จ.อ่างทอง เป็นอีกหนึ่ง วัดไทย ที่ชาวบ้านในพื้นที่พูดเป็นเสียงเดียวกันในเรื่องความเฮี้ยน ไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ตำนานความเฮี้ยนของวัดบ้านแกแห่งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน จนถึงขั้นมีการทำสกูปข่าวกันอยู่บ่อยครั้ง
ที่มาที่ไปของตำนาน เรื่อง ผี สุดหลอนมาจากการที่ชาวบ้านในพื้นที่เสียชีวิตปริศนาติดต่อกัน 7 ศพ และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว มักจะมีชาวบ้านเสียชีวิตติดต่อกันทุกครั้งหลังจากมีการขึ้นไปทำความสะอาดศาลาการเปรียญของทางวัด ทำให้ชาวบ้านเชื่อตรงกันว่าอาจจะเป็นอาเพศหรืออาจจะอาถรรพ์อะไรสักอย่าง การเสียชีวิตของชาวบ้านไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ

มีการเชิญหมอผีและผู้เชี่ยวชาญด้านปีศาจวิทยาเข้ามาตรวจสอบในพื้นที่ พวกเขาให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ส่วนหนึ่งของการเกิดขึ้นเรื่องอาถรรพ์เหล่านี้มาจากสถานที่ตั้งของศาลาไม่เหมาะสม ศาลาการเปรียญตั้งอยู่คู่กับเมรุ ซึ่งทำให้ตรงนี้กลายเป็น “พื้นที่ผี” ภายหลังจึงมีการแก้เคล็ดโดยการจัดโต๊ะจีนผี เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณ และมีข้อห้ามทำความสะอาดศาลาแห่งนี้ ทำให้ปัจจุบันศาลาการเปรียญของวัดบ้านแกถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีคนไปทำความสะอาด

