จากเหตุการณ์ นักท่องเที่ยวเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจอร์เจียเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นข่าวใหญ่ในประเทศไทยที่ทำเอาคนไทยหลายคนทั้งที่เป็นแฟนคลับและไม่ได้เป็นแฟนคลับถึงกับใจหายไปตาม ๆ กัน แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด
หลายคนอาจจะสงสัยว่าคนเราจะเสียชีวิตเองในโรงแรมมีจริงหรอ แล้วสาเหตุเกิดจากอะไร ต้องบอกเลยว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้จริงและเกิดได้บ่อยมาก ข้อมูลจากศูนย์วิจัยทางการแพทย์และการท่องเที่ยวได้ประมาณการณ์สถิติอัตราการเสียชีวิตนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตภายในที่พักทั้งประเภทโรงแรม รีสอร์ต และเกสท์เฮ้าส์ พบว่ามีมากถึงประมาณ 15% – 25% ของการเสียชีวิตทั้งหมด หากคิดเป็นสัดส่วนจะอยู่ประมาณ 1,400 – 4,200 คน/ปี ยังไม่รวมผู้สูญหายและผู้ที่เสียชีวิตแบบถูกปกปิดข่าวอีก
แล้วพวกเขาเสียชีวิตกันได้อย่างไร วันนี้เราจะพาไปวิเคราะห์ความเป็นไปได้ พร้อมทั้งรวบรวมเหตุการณ์การเสียชีวิตภายในโรงแรมที่น่าสนใจ
สาเหตุของการเสียชีวิตภายในที่พัก เกิดจากอะไรได้บ้าง
จากข่าวที่ นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ภายในสถานที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตามเป็นไปได้หลายสาเหตุ โดยสถิติจากงานวิจัยเชิงระบาดวิทยา (Epidemiological Studies) และเวชศาสตร์การเดินทาง (Travel Medicine) พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 เกิดจากภาวะทางธรรมชาติและโรคประจำตัว คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% โดยสาเหตุอันดับ 1 คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด
ส่วนอันดับ 2 มาจากอุบัติเหตุภายในที่พัก คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 15% และตามมาด้วยสารเคมีและภาวะพิเศษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ คิดเป็นอัตราส่วน 5% – 10% ในขณะที่การก่อเหตุอาชญากรรม
มาลองดูตัวอย่างบุคคลที่เสียชีวิตปริศนาภายในที่พักขณะที่พวกเขาเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างประเทศ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้าง
Michael Chance Copeland
เคสแรกเกิดขึ้นกับชายที่ชื่อ Michael Chance Copeland ถูกพบว่านอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องพักของโรงแรม Black Sheep เมืองเมเดยิน ประเทศโคลอมเบีย ตำรวจรุกเข้าที่เกิดเหตุเมื่อบ่ายวันพุธที่ 30 เมษายน หลังจากพนักงานโรงแรมแจ้งว่าแขกไม่รับสาย แล้วได้เดินขึ้นไปดู พบ Michael Chance Copeland นอนเสียชีวิตภายในห้องพัก สภาพศพนอนคว่ำหน้าอยู่ภายในห้องพัก ไม่พบร่องรอยความรุนแรง
เรื่องน่าแปลกใจเมื่อคนท้องที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตภายในเมืองนี้ติดต่อกัน ข่าวท้องถิ่นรายงานว่าในปี 2025 พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียชีวิตใน Medellin ไม่ต่ำกว่า 16 คน
Robby Kinlan นักท่องเที่ยวเสียชีวิตในไทย
หนึ่งในเหตุการณ์ นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ในที่พักที่โด่งดังไปทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรานี่เอง Robby Kinlan ชาวไอริชอายุ 21 ปีถูกพบเสียชีวิตภายในรีสอร์ตแห่งหนึ่งของเกาะเต่า ประเทศไทยเมื่อเช้าวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2568
คลินแลนเดินทางมาจากไอร์แลนด์เพื่อหาประสบการณ์การดำน้ำแถบเอเชีย หนึ่งในแพลนของเขาคือประเทศไทย เขาเลือกปักหลักอยู่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อฝึกซ้อมดำน้ำบนเกาะเต่า ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่เมื่อตอนเช้าของวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2568 เพื่อนสนิทไปเคาะประตูห้อง แต่ไม่มีการตอบรับ จึงขอให้พนักงานไปช่วยเปิด จึงพบ Robby Kinlan นอนเสียชีวิตภายในห้องพัก

สภาพร่างกายนอนอยู่บนเตียง สวมเพียงกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียว มือข้างหนึ่งยังคงกำโทรศัพท์ที่กำลังเสียบสายชาร์จไว้อยู่กับเต้ารับบนผนัง ราวกับกำลังใช้งานอยู่ จากรายงานไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย และไม่พบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในห้องพัก ประตูห้องพักถูกล็อคไว้จากด้านใน ไม่พบร่องรอยการงัดแงะ หรือร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ และไม่มีพบร่องรอยว่ามีการรื้อค้นทรัพย์สิน
ทางพนักงานสอบสวนสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure) ในขณะที่โลกโซเชียลต่างตั้งประเด็นที่น่าสนใจว่าสาเหตุการเสียชีวิตของาจมาจากกระแสไฟฟ้ารั่วไหลหรือไม่ เนื่องจากมือข้างหนึ่งกำลังกำโทรศัพท์มือถือที่กำลังชาร์จไฟกับผนังไว้อยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ถือว่าเป็นข่าวโด่งดังในไทย ได้รับความสนใจจากสื่อทุกสำนัก
Alina Kambarova
อลีนา คัมบาโรวา หญิงสาวชาวรัสเซียวัย 22 ปี นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ที่เสียชีวิต ณ กรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจียเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมานี้เอง เธอเคยเดินทางมาอยู่จอร์เจียประมาณ 6 เดือน ก่อนจะบินกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่รัสเซีย
เป้าหมายในครั้งนี้ของเธอคือการย้ายมาพำนักเพื่อทำงานแบบทางไกล (Remote Work) ระยะยาวในประเทศจอร์เจีย เมืองที่เธอเคยอาศัยอยู่มานานครึ่งปี เธอเลือกเช่าโรงแรม Panorama 360 Hotel ซึ่งตั้งอยู่ย่านเมืองเก่า กรุงทบิลิซี โดยให้เพื่อนเป็นคนช่วยจองห้องพักเป็นเวลา 3 วัน เพื่อที่เธอจะได้พักผ่อนหลังจากการเดินทางไกล

เธอเช็คอินเข้าโรงแรมช่วงดึกของวันที่ 16 มีนาคม หลังจากส่งคลิปวิดีโอสั้นและข้อความทักทายเพื่อเวลาประมาณ 01:40 น. ของวันที่ 17 มีนาคม ว่าเหนื่อยจากการเดินทาง ขอตัวพักผ่อนก่อน นั่นคือข้อความสุดท้าย เพราะหลังจากนั้นไม่มีใครสามารถติดต่อเธอได้อีกเลย
ทางครอบครัวจึงไหว้วานเพื่อนให้ช่วยไปเช็คที่ทบิลิซี จึงพบว่าเธอนอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องพัก หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาสืบสวนพบว่า ประตูห้องถูกปิดล็อคเอาไว้ ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สิน เธอนอนเสียชีวิตเพียงลำพังบนเตียงนอน
กระทรวงมหาดไทยจอร์เจียได้เปิดการสอบสวนเบื้องต้นตามกฎหมายมาตรา 115 ในข้อหาที่ครอบคลุมขั้นตอนการสืบสวนคดีการฆ่าตัวตายหรือเสียชีวิตผิดธรรมชาติ จึงมีการส่งร่างไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต โดยเน้นตรวจสอบไปที่การใช้สารเสพติดและปัจจัยทางสารเคมีหรือสุขภาพฉุกเฉิน
DHVANIT RAJDEEP
เป็นอีกหนึ่งเคสนักท่องเที่ยวเสียชีวิต ที่เกิดเหตุในประเทศจอร์เจียอีกเช่นกัน อย่างเคสของ DHVANIT RAJDEEP นักศึกษาแพทย์ชาวอินเดียที่เสียชีวิตหลังหายตัวไปกว่า 16 วัน ชื่อของเขาคือ ดวานิต ราชดีป (DHVANIT RAJDEEP) นักศึกษาแพทย์วัย 23 ปี นักศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Caucasus International University ประเทศจอร์เจีย เขาอาศัยอยู่ที่จอร์เจียหลังจากลี้ภัยสงคราม อาศัยอยู่ในจอร์เจียเป็นเวลากว่า 2 ปี ก่อนเกิดเหตุเขาได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในหอพักราคาประหยัด และมีแพลนเดินทางกลับอินเดียในวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 นี้เอง แต่ก็เกิดเหตุร้ายขึ้น เมื่อมีการแจ้งว่า DHVANIT RAJDEEP หายตัวไปนานกว่า 16 วัน ตำรวจท้องที่เร่งออกค้นหาในพื้นที่ ก่อนจะพบศพลอยอยู่ในแม่น้ำ Mtkvari สภาพศพเน่าเปื่อยจนไม่สามารถระบุตัวตนได้ ต้องอาศัยการตรวจ DNA เทียบกับพี่ชาย ก่อนจะยืนยันในภายหลังว่าคือร่างของ DHVANIT RAJDEEP จริง
ทีมสืบสวนเปิดผลการสืบสวนว่าสาเหตุมาจากการอุ้มฆ่า ฆาตกรรมอำพราง เนื่องจากก่อนเกิดเหตุมีคนอ้างว่า เขามีปากเสียงกับเจ้าของหอพักชาวอินเดียชื่อ Anil และเพื่อนร่วมห้อง การข่มขู่เงิน ยึดเงิน ยึดทรัพย์สินอย่าง โทรศัพท์มือถือ และมีการกักขังหน่วงเหนี่ยว
คนเป็นพ่ออ้างว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่คุยกับ DHVANIT RAJDEEP ก่อนเกิดเหตุ เขากำลังเดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับอินเดีย ปลายสายบอกว่ากำลังถูกเจ้าของหอพักและเพื่อนร่วมห้องคุกคามและยึดทรัพย์สิน ก่อนปลายสายจะถูกตัดไป ทางครอบครัวจึงร้องเรียนต่อกระทรวงการต่างประเทศอินเดียให้เร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริง
3 หญิงสาวอเมริกันเสียชีวิตปริศนา
ในปี 2025 ที่ผ่านมา คงไม่มีข่าว นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ข่าวไหนสะเทือนใจไปกว่าข่าวการเสียชีวิตของ 3 หญิงสาวชาวอเมริกันที่ถูกพบเป็นศพในห้องพักของรีสอร์ตแห่งหนึ่งใน Belize ทราบชื่อคือ คาอูตาร์ นักกาด อายุ 23 ปี อิมาน มัลลาห์ อายุ 24 ปี และวาเฟ แอล-อาราร์ อายุ 26 ปีพวกเธอมาจากเมือง Revere รัฐแมสซาซูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เดินทางมาประเทศเบลีซเพื่อฉลองวันเกิด และถือโอกาสพักผ่อนริมทะเล
ทั้ง 3 เข้าพักใน Royal Kahal Beach Resort เมือง San Pedro บนเกาะ Ambergris Caye ประเทศเบลีซ โดยมีแพลนพักผ่อนระยะสั้นช่วงปลายสัปดาห์ เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวทั้ง 3 หายตัวไปปริศนา พวกเธอไม่ออกมาจากห้องพัก จนพนักงานเปิดประตูด้วยกุญแจสำรองเข้าไป จึงพบพวกเธอนอนเสียชีวิตอยู่ภายใน

สภาพศพของพวกเธอไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้าย แต่พบคราบฟองไหลออกมาทางปาก และร่องรอยการอาเจียน ในตอนแรกทางพนักงานสอบสวนเชื่อว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติดและอาหารปนเปื้อนสารเคมี แต่เมื่อผลชันสูตรออกจึงพบว่าพวกเธอเสียชีวิตจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์รั่วไหลภายในห้องพัก ทำให้พวกเธอเสียชีวิตขณะหลับ
ผลการชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์จากสถาบันนิติเวชแห่งชาติเบลีซตรวจพบภาวะน้ำท่วมปอด และผลเลือดพบระดับ Carboxyhemoglobin สูงถึง 60% ไม่พบสารเสพติดในร่างกาย ถือว่าเป็นข่าวดัง เนื่องจากทางครอบครัวพบความผิดปกติหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับพวกเธอ
นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ในห้องพักในอียิปต์
เรื่องราวของคู่รักสองสามีภรรยาชาวอังกฤษที่เสียชีวิตในโรงแรมในประเทศอียิปต์ จนกลายเป็นข่าวนักท่องเที่ยวเสียชีวิตโด่งดังระดับนานาชาติ ได้รับความสนใจจากสื่อและผู้คนทั่วโลก พวกเขาคือสองสามีภรรยาตระกูลคูเปอร์ จอห์น คูเปอร์ อายุ 69 ปี และซูซาน คูเปอร์ อายุ 63 ปี พวกเขาวางแพลนการเดินทางเพื่อพักผ่อนช่วงฤดูร้อนประมาณสัปดาห์กว่า พร้อมกับหลาน ๆ อีก 3 คน
คู่รักตระกูลคูเปอร์เลือกพักภายใน Steigenberger Aqua Magic Hotel เมืองฮูร์กาดา ประเทศอียิปต์ สภาพห้องพักเป็นลักษณะ Adjoining Door มี 2 ห้องเชื่อมต่อกัน ก่อนวันเกิดเหตุ ทางโรงแรมได้ทำการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดเรือด ในขณะที่คืนนั้นพวกเขากำลังหลับพักผ่อน ไอระเหยของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้เล็ดลอยผ่านทางช่องประตูเชื่อม สองสามีภรรยาสูดดมขณะหลับ

ในเช้าวันรุ่งขึ้นทั้ง 2 คนมีอาการป่วยฉุกเฉิน ล้มพับ หมดสติอยู่ภายในห้องพัก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ร่างกายไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ไม่มีร่องรอยการถูกงัดแงะ
ในตอนแรกเรื่องนี้ถูกถกเถียงกันไปต่าง ๆ นานา ว่าอาจจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในลำไส้หรืออาจจะเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลันอย่างที่เกิดได้บ่อยในเคสนักท่องเที่ยวเสียชีวิตปริศนาในที่พัก แต่เมื่อมีการนำร่างไปชันสูตร ปรากฏว่าพบก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต
ทางโรงแรมได้มีการใช้ยาฆ่าแมลงตระกูล Lambda ซึ่งถูกนำมาผสมกับไดคลอโรมีเธน เมื่อร่างกายสูดดมเข้าไป ตับจะสังเคราะห์และเปลี่ยนสารนี้ให้กลายเป็นคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งก๊าซชนิดนี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เมื่อร่างกายสูดดมเข้าไปขณะนอนหลับ จะไม่มีทางรู้สึกตัว ร่างกายจะเกิดภาวะพิษขั้นรุนแรง และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา แน่นอนว่าพออ่านถึงตรงนี้คงไม่ต่างอะไรกับอีกหลายเคสที่เจอเหตุการณ์คล้ายกัน
คดีเอลิซ่า แลม ถูกพบเสียชีวิตบนดาดฟ้าโรงแรม
ถ้าพูดถึงเหตุการณ์นักท่องเที่ยวเสียชีวิตในโรงแรม คงไม่มีเหตุการณ์ไหนโด่งดังและน่าสยดสยองไปกว่าคดีเอลิซ่า แลม เด็กสาวชาวจีนที่ถูกพบเป็นศพบนดาดฟ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางย่าน LA แต่การเสียชีวิตของเธอมาพร้อมกับปริศนาและท่าทางน่าขนลุก
เอลิซ่า แลม (Elisa Lam) นักศึกษาสาววัย 21 ปีจากมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย เลือกเดินทางเที่ยวแบบโซโลทั่วแคลิฟอร์เนีย โดยเธอเริ่มออกเดินทางจากเมืองแวนคูเปอร์ ประเทศแคนาดา แวะเที่ยวซานฟรานซิสโก ก่อนจะเดินทางมาพักที่ Cecil Hotel ตั้งอยู่ใจกลางย่าน LA รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
เอลิซ่า แลม หายตัวไปอย่างปริศนาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2556 ชาวเมืองต่างสันนิษฐานว่าเธอออกไปกับใคร หรือจะโดนใครในโรงแรมบุกทำร้ายหรือไม่ เนื่องจากชื่อเสียงของ Cecil Hotel ขณะนั้นก็ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงแรมราคาถูกสำหรับคนรายได้น้อย และเป็นที่กบดานของทั้งเหล่าฆาตกรต่อเนื่อง คนเสพยา คนสติไม่ดี อีกทั้งยังมีเรื่องอื้อฉาวว่ามีการฆ่ากันตายและมีคนมาฆ่าตัวตายอยู่บ่อยครั้ง
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบโดยไล่ดูจากกล้องวงจรปิด ไม่พบว่าเธอออกไปไหนกับใคร จึงปักใจเชื่อว่าเธอต้องอยู่ในโรงแรมนี่แหละ แต่ที่เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลโด่งดังไปทั่วโลก คือ ภาพจากคลิปของกล้องวงจรปิดที่จับภาพเธอได้บริเวณในลิฟต์ตัวหนึ่งของโรงแรม ฟังดูเหมือนเป็นคลิปปกติ แต่พอดูจริงแล้ว เป็นคลิปที่ทั้งหลอนและน่ากลัวจนติดตาได้เลย
มันคือคลิปที่เผยให้เห็นท่าทางสุดประหลาดและน่าหวาดกลัวของหญิงสาวที่กดลิฟต์แบบผิดปกติ อีกทั้งท่าทางลุกลี้ลุกลนราวกับว่ากำลังหนีใครบางคน และท่าทางร่ายรำทำไม้ทำมือที่ทำเอาขนหัวลุกไปตาม ๆ กัน เธอกำลังหนีอะไร หรือคุยกับใครอยู่ไม่มีทางรู้ได้ แต่นั่นคือคลิปสุดท้ายของเธอที่ปรากฏภายในโรงแรมแห่งนี้
ถึงแม้จะได้หลักฐานชิ้นสำคัญคือคลิปจากกล้องวงจรปิดนี้ แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็จนปัญญาที่จะแกะรอยตามหา จนกระทั่งมีแขกในโรงแรมแจ้งว่าน้ำประปามีสีดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายศพ ทางพนักงานโรงแรมจึงขึ้นไปดูแท็งก์น้ำบนดาดฟ้า จึงพบกับภาพน่าสยอง เมื่อร่างของหญิงสาวที่หายตัวปริศนาไปนานนับเดือนถูกพบเป็นศพลอย
ในแท็งก์น้ำบนดาดฟ้า เธอขึ้นมาบนนี้ได้อย่างไร และใครเป็นคนทำเธอ เรื่องราวของเอลิซ่า แลมยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้
ทำไมการเสียชีวิตด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ถึงเป็นสาเหตุหลักนักท่องเที่ยวเสียชีวิต
ถ้าลองสังเกตหลายเหตุการณ์ที่ นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ภายในห้องพักตามสถานที่ท่องเที่ยว จะสังเกตชัดเลยว่าแทบไม่มีเรื่องของการฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไม่นับเคส DHVANIT RAJDEEP ที่เสียชีวิตจากการอุ้มฆ่า ซึ่งเกิดขึ้นภายนอกห้องพัก แต่ถ้าพูดถึงเฉพาะภายในห้องพักจะพบว่าสภาพศพส่วนใหญ่นอนเสียชีวิตไปเอง ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ทรัพย์สินไม่ได้ถูกรื้อค้น และประตูมักถูกล็อคจากภายใน
เมื่อมีการส่งร่างไปชันสูตรส่วนใหญ่จะพบสารพิษที่เกิดจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ ตามปกติไม่อนุญาตให้โรงแรมใช้สารเคมีชนิดนี้อยู่แล้ว แต่ถามว่ามันมาจากไหน ก็ต้องตอบว่าส่วนใหญ่มักมาจากระบบเคมีกำจัดแมลงบางประเภทที่มีส่วนผสมของไดคลอโรมีเธน เมื่อคนเราสูดดมเข้าไป ตับจะสังเคราะห์สารตัวนี้ให้กลายเป็น CO เข้ากระแสเลือดโดยตรง
นอกจากยาฆ่าแมลงแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่พบได้บ่อยคือระบบทำน้ำร้อนและฮีตเตอร์ที่มักจะติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อยไว้ไกล้ห้องพัก เมื่อใดก็ตามที่เครื่องชำรุด แล้วก๊าซรั่วไหล ก็มีโอกาสที่คนเราจะสูดดมได้ ความน่ากลัวของมันคือ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น คนเราสูดดมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งค่อนข้างอันตรายต่อชีวิต
สรุป
จากเรื่องราวที่กำลังเป็นข่าวดังในไทยที่มี นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ยูทูปเปอร์สายท่องเที่ยวชื่อดังเสียชีวิตในโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศจอร์เจีย คงเป็นที่จับตามองของคนไทย รวมถึงชาวต่างชาติทั่วโลกว่าสรุปแล้วเสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไร ซึ่งเคสตัวอย่างที่หยิบยกมาวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดเหตุแบบเดียวกันเสมอไป เรียกได้ว่าเป็นการหยิบยกมาพูดถึงเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้เราระมัดระวังตัวเวลาเดินทางไปพักที่ไหน ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือในไทยเองก็ตาม
ติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ ghostsfolderhttps://ghostsfolder.com.com


