โจนส์ทาวน์ (Jonestown) เมืองลัทธิฆ่าตัวตายหมู่ ที่น่ากลัวที่สุดในโลก

โจนส์ทาวน์ (Jonestown) เมืองลัทธิฆ่าตัวตายหมู่ ที่น่ากลัวที่สุดในโลก

หัวข้อน่าสนใจ

ถ้าให้พูดถึงโลกในอุดมคติที่คนทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และมีความสุข ไร้การทะเลาะเบาะแว้ง ปราศจากสงคราม คงเป็นแนวคิดที่ยากจะทำได้จริงบนโลกนี้ เพราะในประวัติศาสตร์ของ ประเทศอเมริกา แต่ก็ยังมีคนที่มีแนวคิดเรื่องสังคมยูโทเปียนี้อยู่ และเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างขึ้นมาได้จริงอยู่คนหนึ่ง แต่คงไม่มีใครคิดว่าสุดท้ายแล้ว ดินแดนแสนสวยงามที่เขาสร้างขึ้นมานั้นจะกลายเป็น “ดินแดนฆ่าตัวตายหมู่” อันโด่งดังที่สุดในประวัติศาตร์โลกขึ้นมาได้จากฝีมือของคนมีนามว่า โจนส์ทาวน์ Jonestown นั่นเอง เรื่องราวเหล่านี้จะน่ากลัวมากขนาดไหนไปดูประวัติศาสตร์ความโหดของเรื่องนี้กัน

จิม โจนส์
James Warren Jones

จุดเริ่มต้น เรื่องราวชวนช็อคโลกของ โจนส์ทาวน์

จิม โจนส์ (Jim Jones) ผู้นำลัทธิ ผู้ศรัทธาศาสนาอย่างแรงกล้า

Jonestown นั้นถูกสร้างโดนอิงตามชื่อของผู้นำลัทธิ “จิม โจนส์” (Jim Jones) หรือชื่อเต็มว่า “เจมส์ วอร์เรน โจนส์” (James Warren Jones) ชายที่เกิดขึ้นในครอบครัวยากจนจากรัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา พ่อของเขาทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เขาอายุเพียง 12 ปี แต่การที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์นั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาต้องเศร้าโศกสักเท่าไหร่นัก เพราะจิมนั้นเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อย่าง วาทศิลป์ อันเป็นเลิศ ประกอบกับการเติบโตในชุมชนเคร่งศาสนา ทำให้เขาสามารถท่องจำ และเทศน์สั่งสอนไบเบิลได้ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี

จิม โจนส์ (Jim Jones) ผู้นำลัทธิ ผู้ศรัทธาศาสนาอย่างแรงกล้า
จิม โจนส์ (Jim Jones) ผู้นำลัทธิ ผู้ศรัทธาศาสนาอย่างแรงกล้า

จิมเริ่มทำการเผยแพร่คำสอนโดยเน้นเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มคนผิวดำ ซึ่ง ณ ตอนนั้นสหรัฐอเมริกาก็อยู่ในช่วงเริ่มมีการรณรงค์ด้านความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมในการปกครองของคนผิวดำอยู่พอดี การมาได้อย่างถูกจังหวะเวลาประกอบกับเสน่ห์ในการเทศน์ของจิมนั้น จึงทำให้มีผู้ศรัทธาในตัวเขาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เขาจึงได้ทำการก่อตั้ง โบสถ์มวลชน (Peoples Temple) ขึ้นมาในปี 1957

ลัทธิโบสถ์แห่งมวลชน พีเพิลส์เทมเพิล (Peoples Temple)

โบสถ์มวลชน เขาให้ความสำคัญในเรื่องของความเท่าเทียม ต่อต้านการเหยียดสีผิว และยังให้ความช่วยเหลือคนผิวดำอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร ที่พัก และหางานให้ทำ แม้ตัวเขาเองนั้นจะถูกต่อต้านจากกลุ่มคนเหยียดสีผิวอย่างหนักหนาขนาดไหน เขาก็ไม่เคยยอมแพ้ และออกรณรงค์เพื่อการต่อต้านการแบ่งแยกผิวสี ทั้งเดินขบวน ออกรายการโทรทัศน์ ให้ความช่วยเหลือคนยากจน คนตกงาน คนมีคดีติดตัว ผู้ติดยาเสพติด ฯลฯ

ลัทธิโบสถ์แห่งมวลชน พีเพิลส์เทมเพิล
ลัทธิโบสถ์แห่งมวลชน พีเพิลส์เทมเพิล

โครงการหนึ่งที่โจนส์ทาวน์ สร้างศรัทธาต่อสาวกมากที่สุด คือโครงการต่อต้านการฆ่าตัวตายในปี 1977 จิม โจนส์ และสาวกผู้ติดตามกว่า 500 เดินทางไปสะพานโกลเด้นเกท (Golden Gate)ยังเมืองซานฟรานซิสโก เพื่อต่อต้านการฆ่าตัวตาย ซึ่งสะพานแห่งนี้เป็นสถานที่ ที่ชาวอเมริกันนิยมมาฆ่าตัวตายมากที่สุดในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ (ปัจจุบันทางการได้ทำการล้อมรั้วเพื่อป้องกันแล้ว) ทำให้เขานั้นได้รับถ้วยรางวัล และเหรียญเชิดชูเกียรติต่อการทำงานรับใช้สังคมมากมาย

แล้วเหตุใดถึงทำให้ผู้นำที่เคยต่อต้านการฆ่าตัวตาย กลายเป็นผู้นำการฆ่าตัวตายหมู่อันแสนน่ากลัว ?

จุดเปลี่ยนของจิม โจนส์ หรือ โจนส์ทาวน์

แน่นอนว่าพอเป็นที่รู้จักมากขึ้น กลุ่มคนพวกต่อต้าน โจนส์ทาวน์ ก็มีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนเหยียดสีผิว จิมเริ่มจัดให้มีคนคุ้มกันอยู่ข้างตัวเกือบตลอด 24 ชั่วโมง   ปี 1962 ที่อเมริกาเกิดเหตุการณ์ The Cuban Missile Crisis เป็นช่วงเวลาสงครามเย็นอยู่ในช่วงตึงเครียดจนเกือบจะกลายเป็นสงครามปรมาณูเลยก็ว่าได้ โจนส์ทาวน์ เองเขาได้แสดงท่าทีหวาดกลัวต่อปรมาณูอย่างมาก และเริ่มอ้างว่าเขาได้รับคำบัญชาจากพระเจ้า ว่าไม่ช้าโลกจะล่มสลายจากนิวเคลียร์ มีเพียงผู้อยู่ในบราซิล และแคลิฟอร์เนียเท่านั้นที่จะรอดชีวิตจากเหตุการอันเลวร้ายนี้ได้ เขาจึงย้ายโบสถ์มาอยู่แคลิฟอร์เนียแทน และต่อมาก็ย้ายไปยังซานฟรานซิสโกในปี 1967

Jim Jones
ลัทธิโบสถ์แห่งมวลชน พีเพิลส์เทมเพิล (Peoples Temple)

และจากตรงนี้เองที่ โจนส์ทาวน์ เริ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน และเขาได้เริ่มปฎิเสธพระเจ้า มีอารมณ์รุนแรง และต้องใช้ยาระงับประสาท เริ่มเข้ารับการรักษาโรคด้วยปาฏิหาริย์ เช่นการรักษามะเร็งหรือรักษาคนตาบอด เริ่มชักชวนสาวกให้บริจาคสมบัติทั้งหมดแก่โบสถ์ และมาใช้ชีวิตในโบสถ์แทน สั่งให้สาวกเรียกเขาว่า “บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์”

  แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือการเริ่มสร้างความศรัทธาในการฆ่าตัวตายหมู่ โดยการจัดกิจกรรมที่เรียกว่า White Night” ซึ่งเป็นการซ้อมฆ่าตัวตายก่อนจะถึงวันจริง จิมจะคอยบอกประชาชนของเขาอยู่เสมอว่าผู้คนในสหรัฐอเมริกาจะจับตัวพวกเรา (คนผิวสี) ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ใครแตกต่างจะต้องถูกฆ่า ดังนั้นเราจะต้องไม่โดนอย่างนั้นด้วยการชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน

หลังจากมีผู้ศรัทธาเข้าร่วมกับลัทธิมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีเส้นสายกับบุคคลสำคัญ และนักการเมืองมากขึ้น จิมจึงริเริ่มการสร้าง “ยูโทเปีย” หรือโลกในอุดมคติที่เขาใฝ่ฝันขึ้น โดยตั้งชื่อว่าโจนส์ทาวน์ โดยเข้าไปซื้อที่ดินในประเทศกายอานา (Guyana) ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 300 เอเคอร์ ด้วยเงินนับล้านดอลล่าห์ และย้ายสาวกทุกคนมาอยูด้วยกัน

ประชาชนของโจนส์ทาวน์นั้นส่วนมากเป็นคนผิวสี
ประชาชนของโจนส์ทาวน์นั้นส่วนมากเป็นคนผิวสี

ประชาชนของโจนส์ทาวน์นั้นส่วนมากเป็นคนผิวสี มีพื้นเพแตกต่างกันแต่ทุกคนล้วนมาเพราะคำสอนของจิมทั้งนั้น ที่นี่มีกฎเข้มงวดหลายๆ อย่างที่จิมตั้งขึ้นมา อาทิเช่น

  • สาวกชายหญิงถูกแยกออกไปอยู่คนละเขต เด็กถูกกันไปอยู่อีกที่หนึ่ง
  • ห้ามคนรักกัน ห้ามมีเพศสัมพันธ์กัน
  • สมาชิกทุกคนถูกใช้ให้ทำงานหนักกลางทุ่ง ใครอู้งานหรือไม่ทำงานก็จะได้รับการลงโทษอย่างหนัก
  • มีการประกาศเสียงตามสายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ทุกวัน ซึ่งก็มักเป็นการเทศน์ของจิมเอง รวมไปถึงการเรียกให้ทุกคนมาซักซ้อมการ “ฆ่าตัวตายหมู่” ว่ากันว่ามีการซ้อมกันมากกว่า 43 ครั้งเลยทีเดียว

 แน่นอนว่าการปกครองที่ไม่ต่างจากระบอบเผด็จการเช่นนี้ ทำให้มีอดีตสาวกมากมายหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากทางสถานฑูต และออกมาแฉเบื้องหลังของลัทธินี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเหตุให้ สส.ลีโอ ไรอัน ( Leo Ryan) จากรัฐแคลิฟอร์เนียยื่นจดหมายขอไปทำการตรวจสอบโจนส์ทาวน์แก่จิมในปี 1978 เนื่องจากได้รับคำร้องเรียนจากอดีตสาวก และครอบครัวของสาวกที่ยังอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน

การเปิดโปงโจนส์ทาวน์

วันที่ 14 พฤศจิกายน 1978 สส.ไรอันพร้อมกับนักข่าว อดีตสาวก และครอบครัวของสาวกจำนวน 19 คนเดินทางไปยังประเทศกายอานาเพื่อเข้าตรวจโจนส์ทาวน์ ในช่วงวันแรกๆ การตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่พบว่ามีใครถูกบังคับให้ทำงาน เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างร่าเริง ตอนเย็นก็มีการจัดเลี้ยงสังสรรค์โดยใช้วัตถุดิบจากไร่ ทางเจ้าหน้าที่เกือบจะเชื่อว่าที่นี่ไม่มีอะไรจริงๆ

การเปิดโปงโจนส์ทาวน์
การเปิดโปงโจนส์ทาวน์

จนกระทั่งวันที่ 4 มีนักข่าวคนหนึ่งไปพบคนแก่ และคนเจ็บถูกจับนอนเรียงกันบนเตียงเก่าๆ จนแน่นในบ้านหลังหนึ่ง ในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น และแมลงวัน เมื่อพยายามจะถ่ายรูปก็ถูกสาวกมาห้ามปรามไว้ จนกระทั่งวันที่ 18 พฤศจิกายน ไรอันเดินทางออกจากโจนส์ทาวน์ตามกำหนดการ และพาสาวกจำนวน 16 คนซึ่งต้องการถอนตัวกลับไปด้วย แต่เมื่อทั้งหมดกำลังจะขึ้นเครื่องบิน ได้ถูกกลุ่มสาวกติดอาวุธเข้าโจมตีสังหาร เป็นผลให้ สส.ไรอัน และผู้ติดตามรวม 5 คนเสียชีวิต แต่ทว่ามีนักบินผู้หนึ่งได้พบเห็นเหตุการณ์จึงรีบแจ้งไปยังวิทยุการบินทำให้รัฐบาลสหรัฐรับรู้ และส่งกองกำลังไปยังโจนส์ทาวน์เพื่อปราบปรามลัทธินอกรีตของจิม โจนส์

  เวลา 5 โมงเย็นวันเดียวกันนั้น 40 นาทีหลังการสังหารสส. และผู้ติดตาม จิมจึงประกาศเรียกรวมสาวกทั้งหมด มาทำสิ่งที่ซักซ้อมเอาไว้ให้เป็นจริงเสียที

White Night ค่ำคืนแห่งการฆ่าตัวตายหมู่ในโจนส์ทาวน์

White Night ค่ำคืนแห่งการฆ่าตัวตายหมู่ในโจนส์ทาวน์
White Night ค่ำคืนแห่งการฆ่าตัวตายหมู่ในโจนส์ทาวน์

สาวกทั้งหมดกว่า 1100 คน เข้าร่วมในพิธีกรรม “ไวท์ไนท์” โดยนำเอาสารพิษไซยาไนด์ออกมาผสมกับน้ำผลไม้เพื่อจะได้ดื่มง่าย และเรียงลำดับโดยเริ่มจากเด็กเล็กก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการร้องไห้จนเสียพิธีการ และให้ผู้ปกครองเป็นผู้ป้อนยาพิษด้วยตนเอง จากนั้นก็ให้กลุ่มผู้ใหญ่เดินต่อแถวดื่มยา ไล่เรียงต่อๆ กันไป แน่นอนว่าใครที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกยัดเยียดความตายให้ด้วยกระสุนปืนอยู่ดี

 แน่นอนว่ากว่าความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่จะมาถึง ก็สายไปเสียแล้ว ทั่วทั้งโจนส์ทาวน์เต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณกว่า 900 ศพทั้งใน และนอกอาคาร มีเพียง 167 คนที่รอดชีวิตมาได้ 1 ใน 3 ของร่างทั้งหมด หรือประมาณ 300 ศพเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี บางร่างสวมกอดกัน และจับมือกันเอาไว้ในวาระสุดท้าย เป็นภาพที่ชวนให้สังเวชใจเป็นอย่างยิ่ง

สาวกทั้งหมดกว่า 1100 คน เข้าร่วมในพิธีกรรม "ไวท์ไนท์"
สาวกทั้งหมดกว่า 1100 คน เข้าร่วมในพิธีกรรม “ไวท์ไนท์”

ส่วนร่างของจิม โจนส์นั้นถูกพบบนแท่นเวที ที่ศีรษะด้านขวามีรอยกระสุนเจาะทะลุกระโหลก ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หรือถูกยิงโดยฝีมือสาวก และผลการชันสูตรก็พบว่าในตัวเขามีสารเสพติดอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

การฆ่าตัวตายหมู่
สาวกทั้งหมดกว่า 1100 คน เข้าร่วมในพิธีกรรม “ไวท์ไนท์” โดยนำเอาสารพิษไซยาไนด์ออกมาผสมกับน้ำผลไม้เพื่อจะได้ดื่มง่าย

ภายหลังมีการนำเทปซึ่งบันทึกคืนสุดท้ายของโบสถ์มวลชนมาออกอากาศ “การฆ่าตัวตายนี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ นี่คือการต่อต้านอำนาจรัฐ เป็นการฆ่าตัวตายเพื่อการปฏิวัติ”

 แทบไม่น่าเชื่อว่าด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อบุคคลเดียว จะทำให้คนนับพันพร้อมใจกันปลิดชีวิตตัวเองได้ขนาดนี้ จากลัทธิแห่งความหวังกลับตาลปัตรสู่ลัทธิแห่งความตาย กลายเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน ที่บ้างก็ว่าหากจะเรียกให้ถูกแล้ว นี่น่าจะเป็น “การฆาตกรรมหมู่” เสียมากกว่า

อ้างอิง :

ติดตามอ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ Ghosts Folder – สารคดี – แฟ้มลับเรื่องสยองขวัญที่คุณอาจไม่เคยรู้