คริสต์มาสสยอง

รวม 5 คดีฆาตกรรม “คริสต์มาสสยอง” ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส

หัวข้อน่าสนใจ

หากพูดถึงเทศกาลคริสต์มาส พวกเราคงคิดถึงวันแห่งความสุขที่ใครหลายคนตั้งตารอเพื่อเฉลิมฉลองกับคนในครอบครัว แต่ก็มีบางคนที่อาจจะต้องจบชีวิต หรือกลายเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต สำหรับวันนี้พวกเราโกสต์โฟลเดอร์ได้รวบรวมคดีฆาตกรรมในคืนคริสต์มาสสยองไว้ให้เพื่อน ๆ ค่ะ จะมีคดีไหนบ้างที่น่าสนใจ ตามมากันเลย

Little Miss Christmas คดีฆาตกรรมนางงามเด็ก

คริสต์มาสสยองเรื่องแรกที่เราอยากมาเล่าคือ Little Miss Christmas คดีฆาตกรรมนางงามเด็ก ที่เป็นข่าวโด่งดังในช่วง 1990s โดยเช้าวันที่สองของเทศกาลคริสต์มาสในปี 1996 ‘จอนเบเนต์ แรมซีย์’ วัย 6 ขวบ หายตัวไปจากที่นอนที่บ้านในโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย มีเพียงจดหมายข่มขู่ที่บันไดหลังบ้าน

‘จอนเบเนต์ แรมซีย์’ วัย 6 ขวบ หายตัวไปจากที่นอนที่บ้านในโคโลราโด สหรัฐอเมริกา
‘จอนเบเนต์ แรมซีย์’ วัย 6 ขวบ หายตัวไปจากที่นอนที่บ้านในโคโลราโด สหรัฐอเมริกา

ในจดหมายข่มขู่มีใจความว่า คนลักพาตัวจะโทรศัพท์ติดต่อมาช่วง 8 โมงถึง 10 โมงเช้าเพื่อบอกข้อเรียกร้อง แต่ช่วงเวลาดังกล่าว กลับไม่มีโทรศัพท์เข้ามา หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อจอห์นผู้เป็นพ่อได้ทำการสำรวจรอบบ้านตามที่ตำรวจแจ้ง ก็พบกับศพลูกสาวสุดที่รักนอนแน่นิ่ง

จอนเบอร์เน่ต์ถูกรัดคอด้วยเชือก และยังมีบางส่วนรัดเอวเธอด้วย ปลายเชือกถูกมัดไว้ด้วยพู่กันที่หัก ซึ่งเป็นของแพทซีย์ ผู้เป็นแม่ที่ใช้วาดรูปอยู่เป็นประจำ จากการชันสูตรศพพบว่ามีร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศ และกะโหลกศีรษะแตก ทำให้ตำรวจสันนิฐานว่าเป็นคดีฆาตกรรมมายาวนานถึง 24 ปี และยังคงเป็นปริศนาเมื่อหาตัวคนร้ายไม่เจอ หลักฐานที่ได้ก็ไม่ช่วยให้จับคนร้ายตัวจริงได้เช่นกัน ส่งผลให้ครอบครัวแรมซีย์เป็นแพะที่กลายเป็นจำเลยทางสังคมด้วยการพาดข่าวพิพากษาว่าเป็นฆาตกร และนั่นทำให้คืนวันแห่งความสุข ได้กลายเป็นคริสต์มาสสยอง

ครอบครัวแรมซีย์เป็นแพะที่กลายเป็นจำเลยทางสังคมด้วยการพาดข่าวพิพากษาว่าเป็นฆาตกร
ครอบครัวแรมซีย์เป็นแพะที่กลายเป็นจำเลยทางสังคมด้วยการพาดข่าวพิพากษาว่าเป็นฆาตกร

คืนสังหารหมู่ครอบครัวออเตอร์ก้า (Ortega)

คริสต์มาสสยองเรื่องที่สองขอย้อนกลับในวันที่ 24 ธันวาคม 2008 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย มีชายคนหนึ่งแต่งตัวเป็นซานตาคลอสสังหารสมาชิกครอบครัวออเตอร์ก้า (Ortega) 9 คนและบาดเจ็บสาหัส 3 คน ระหว่างการเฉลิมฉลองในคืนคริสต์มาสอีฟ โดยวันคืนวันเดียวกันเพื่อนบ้านของครอบครัวออเตอร์ก้าได้ทำการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีเหตุเกิดเพลิงไหม้ และดูไม่ปกติ ซึ่งต่อมาได้มีการระบุตัวผู้กระทำผิดได้นั่นก็คือ ‘บรูซ เจฟฟรีย์ ปาร์โด’ (Bruce Jeffrey Pardo) โดยการกราดยิง และฉีดน้ำมันเบนซินเข้าไปในบ้านแล้วจุดไฟโดยใช้เครื่องพ่นไฟ

คืนสังหารหมู่ครอบครัวออเตอร์ก้า (Ortega)
คืนสังหารหมู่ครอบครัวออเตอร์ก้า (Ortega)

เหยื่อรายแรกคือ ‘แคทเทอรีน่า ’ สาวน้อยวัย 8 ขวบ ที่เปิดประตูต้อนรับฆาตกรสวมชุดซานต้าคลอสในคืนคริสต์มาสสยอง ที่ถือกล่องของขวัญใบใหญ่ ขึ้นชื่อว่าเป็นลุงแท้ ๆ พร้อมควักปืนพกยิงเข้าที่ใบหน้าจนล้มลงไปกองกับพื้น และเริ่มกราดยิงเหยื่อรายต่อไป สุดท้ายได้แกะกล่องอของขวัญใบใหญ่ออกมา นั่นก็คือเครื่องพ่นไฟ สาดยิงเข้าไปในบ้านและปล่อยให้บ้านเกิดเพลิงไหม้ โชคดีที่เธอรอดเพราะกระสุนไม่ได้โดนส่วนสำคัญ

เหยื่อรายที่สองและสามคือ ‘เจมส์’ และ ‘ชาลล์’ พวกเขาไม่เสียชีวิตทันที โดยลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อยื้แยงปืนด้วยสภาพสาหัส ‘ปู่โจเซฟ’ วัย 80 ปี ‘ย่าอลิเชีย’ วัย 70 ปี ลูกสาว 3 และลูกสะใภ้ กรูกันเข้าไปหลบที่ใต้โต๊ะและหนึ่งในนั้นคือ ‘ซิลเวีย’ อดีตภรรยาของบรูซ

คืนสังหารหมู่ครอบครัวออเตอร์ก้า (Ortega)
คืนสังหารหมู่ครอบครัวออเตอร์ก้า (Ortega)

‘เลติเชีย’ แม่ของแคทเทอรีน่า ลูกสาวคนเดียวของโจเซฟและอลิเชียสามารถรอดชีวิตได้ โดยเธอตัดสินใจวิ่งหนีออกมาจากตัวบ้าน หลังจากเห็นลูกสาวตัวเองได้พาตัวเองออกมาจากบ้าน นอกจากนี้ผู้ปกครองที่อยู่ในงานเลี้ยงต่างก็วิ่งกันหนีตาย โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิฐานว่าเด็กที่รอดมาได้เพราะช่วงนั้นส่วนมากกำลังวิ่งเล่นกับอยู่ที่สวนหลังบ้าน แต่ก็มีบางคนบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งแรงจูงใจจากการสังหารหมู่ในครั้งนี้ น่าจะมาจากปัญหาที่ถาโถมเข้ามา บวกกับความโกรธแค้นที่มีต่ออดีตภรรยา

คริสต์มาสสยอง : ของขวัญชิ้นสุดท้าย เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

‘วิลเลียม โจ จาร์วิส’ (William Joe Jarvis) วัย 39 ปี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและวางเพลิงในการสังหาร ‘ลิเลียน จาร์วิส’ (Lillian Jarvis) วัย 44 ปี เมื่อวันที่ 6 มกราคมปี 2001

‘ลิเลียน จาร์วิส’ (Lillian Jarvis) วัย 44 ปี
‘ลิเลียน จาร์วิส’ (Lillian Jarvis) วัย 44 ปี

ในวันที่ 6 มกราคมปี 2001 วันอันแสนวุ่นวายของลิเลียนที่กำลังจะย้ายบ้าน โดยมี ‘มาจอรี’ คุณแม่ของลิเลียนมาช่วยดูแลเด็ก ๆ แต่เธอได้ไปเห็นกล่องของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษลายคริสต์มาส และมีการ์ดเขียนเอาไว้ว่า “ขอโทษ ที่ส่งมาช้า” วางไว้หน้าบ้าน ซึ่งเชื่อว่าเป็นของลิเลียน เนื่องจากกล่องนั้นถูกห่อด้วยกระดาษคริสต์มาสและมีตัวละครนางฟ้าอยู่บนนั้น อย่างไรก็ตามหลังจากที่นำไปให้กับลิเลียน เธอดีใจเป็นอย่างมาก แต่กไม่ได้แกะกล่องของขวัญนั้นทันที เพราะกำลังง่วนอยู่แต่กับการแพ็คของเพื่อย้ายบ้าน

หลังจากที่เธอจัดการธุระของเธอเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่เธอแกะของขวัญพร้อมกับคนในครอบครัว นั่นมีทั้งสามีใหม่ ลูกสาวของเธอและคุณแม่ของเธอ ทุกคนต่างก็ลุ้นกับของขวัญชิ้นนี้ ก่อนจะพบว่ามันคือกล่องใส่อุปกรณ์จับปลา แต่ตัวเธอเองไม่ได้ชื่นชอบการตกปลา ตอนแรกคิดว่าส่งมาผิดบ้านแน่ ๆ เธอจึงเปิดกล่องอุปกรณ์ตกปลา และได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เสียงดังตู้มสนั่นไปทั้งบ้าน แรงระเบิดทำให้สิ่งของกระจายไปทั่วพื้นที่ หลังคาก็ทะลุเป็นรู และนั่นทำให้ลิเลียนผู้ที่ใกล้กับกล่องของขวัญชิ้นนั้นกระเด็นไปยังอีกห้อง

‘วิลเลียม โจ จาร์วิส’ (William Joe Jarvis) วัย 39 ปี
‘วิลเลียม โจ จาร์วิส’ (William Joe Jarvis) วัย 39 ปี

ทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนั้น ได้รับผลกระทบ โดนแฟนใหม่ของเธอสูญเสียการได้ยินตลอดชีวิตและตาบอดหนึ่งข้าง มาจอรี แม่ของเธอถูกไฟไหม้ที่ใบหน้าแต่รอดชีวิต ส่วนลูกสาวของเธอไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีเพียงรอยถลอก ซึ่งนี่คือสิ่งที่เธอได้ปกป้องคนอื่น ๆ และนั่นทำให้ลิเลียนเธอเสียชีวิตทันที

จากหลักฐานที่ได้ในที่เกิดเหตุ ก็สันนิฐานได้ว่าผู้ที่ส่งของขวัญชิ้นนี้นั้น จงใจหมายชีวิตของลิเลียน และหนึ่งในผู้ต้องสงสัยหลักคือ วิลเลียม อดีตสามีของลิเลียน หลังจากตรวจสอบหลักฐานอื่น ๆ ทั้งกระดาษห่อของขวัญคริสต์มาส รวมไปถึงบุกไปตรวจสอบบ้านของเขา ก็สามารถระบุตัวคนร้ายได้ นั่นก็คือวิลเลียมนั่นเอง

คดีฆ่ารัดคอปริศนา ในคืนวันคริสต์มาส

คริสต์มาสสยองเรื่องที่สี่ เกี่ยวกับคืนวันคริสต์มาสในปี 2010  ที่ได้กลายเป็นคืนสุดท้ายในชีวิตของ ‘โจแอนน่า เยทส์’ (Joanna Clare Yeates) โดยในวันที่ 17 ธันวาคม 2010 มีการพบภาพของเธอ ในกล้องวงจรปิด (CCTV) เวลาประมาณ 20:10 น. ซึ่งตอนนั้นเธอกำลังเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตและพบว่าเธอได้ซื้อพิซซ่าจาก Tesco Express ในช่วงเวลาประมาณ 20:40 น.ก่อนที่เธอจะเดินไปยังร้านสะดวกซื้ออีกแห่งเพื่อซื้อไซเดอร์ขวดเล็ก ๆ สองขวดและนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายของโจแอนน่า ขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่ เพราะหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครสามารถติดต่อเธอได้อีก แม้กระทั่งแฟนหนุ่มของเธออย่าง ‘เกร็ก เรียดอน’

คืนสุดท้ายในชีวิตของ ‘โจแอนน่า เยทส์’ (Joanna Clare Yeates)
คืนสุดท้ายในชีวิตของ ‘โจแอนน่า เยทส์’ (Joanna Clare Yeates)

และในเช้าวันคริสต์มาส ก็ได้มีสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง ได้ไปพบกับร่างของโจแอนน่าโดยบังเอิญระหว่างเดินเล่น ซึ่งเธอนั้นถูกฝังอยู่ใต้หิมะห่างจากแฟลตของเธอเองไปประมาณ 3 ไมล์ โดยเธอได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 43 แห่ง เป็นบาดแผลบริเวณใบหน้า ลำคอ และแขน แต่ไม่พบว่าเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ หลังจากนั้นก็ได้มีการชันสูตรและพบภายหลังว่าเธอเสียชีวิตจากการถูกรัดคอ

ตำรวจได้เริ่มการสืบสวนเพื่อหาตัวคนร้ายทันที เริ่มจากเพื่อนบ้านของเธอ ซึ่งในหลายคนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปสอบปากคำนั้นก็ได้ให้ความสนใจกับ ‘วินเซนต์ ทาบาค’ ( Vincent Tabak) ที่อาศัยอยู่กับแฟนสาวของเขาที่ชื่อ ‘ธันจา มอร์สัน’ (Tanja Morson) ซึ่งตำรวจสังเกตว่าในระหว่างสอบปากคำ เขาไม่ค่อยพูดอะไรมากสักเท่าไหร่ และพฤติกรรมของเขาดูทำตัวเงียบ ๆ จนน่าสงสัย อย่างไรก็ตาม เขาได้บอกกับตำรวจว่า เขาไม่รู้จักและไม่เคยพบโจแอนนามาก่อนและคืนนั้นในช่วงเวลาที่เธอหายตัวไป เขาสามารถหาพยานยืนยันที่อยู่ได้ว่าเขาไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแถว ๆ นั้น

นอกจากเพื่อนบ้านแล้ว ยังได้ไปขอสอบปากคำกับ ‘คริสโตเฟอร์ เจฟฟรีส์’ (Christopher Jefferies) เจ้าของแฟลตแห่งนี้อีกด้วย เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่าโจแอนนาถูกฆ่าในอพาร์ตเมนต์ ก่อนคนร้ายจะนำเธอเธอออกไปทิ้งข้างนอก และคริสโตเฟอร์ก็เป็นคนเดียวที่มีกุญแจสำรองของทุกห้องในแฟลตแห่งนี้

 ‘วินเซนต์ ทาบาค’ ( Vincent Tabak)
‘วินเซนต์ ทาบาค’ ( Vincent Tabak)

ตำรวจได้เข้าจับกุมคริสโตเฟอร์ โดยตั้งข้อหาฆาตกรรมโจแอนนา แต่หลังจากที่เขาถูกจับกุมตัว ทางด้านของวินเซนต์ก็รีบติดต่อตำรวจ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเขาเพิ่งนึกได้ว่า ในคืนนั้น เขาเห็นรถของคริสโตเฟอร์ขับไปมารอบแฟลตหลายต่อหลายรอบ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถของคริสโตเฟอร์มาตรวจสอบ แต่กลับหาหลักฐานมายืนยันความผิดเขาไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องปล่อยตัวไป แต่หลังจากปล่อยตัวคริสโตเฟอร์ไป ตำรวจก็รู้สึกแปลก ๆ กับการโทรมาแจ้งเบาะแสของวินเซนต์ จึงได้เรียกตัววินเซนต์กลับมาสอบปากคำอีกครั้ง แถมยังเก็บตัวอย่าง DNA ของเขาไปตรวจสอบกับสิ่งของต่าง ๆ ในห้องของโจแอนนา ซึ่งก็พบว่าในหลักฐานหลายชิ้นจากที่เกิดเหตุนั้น ตรวจพบ DNA ของวินเซนต์อยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังพบ DNA ของวินเซนต์บริเวณหน้าอกของโจแอนนา รวมถึงเสื้อผ้าของเธอ ไม่เพียงเท่านั้นตำรวจยังพบคราบเลือดบริเวณท้ายรถของวินเซนต์ และเมื่อนำไปตรวจสอบก็พบว่า คราบเลือดเป็นของโจแอนนา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานที่ชัดชัดว่า คนร้ายที่แท้จริงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นวินเซนต์คนนี้นี่เอง และนั่นทำให้เรื่องราวของเธอกลายเป็นคริสต์มาสสยองสำหรับเมืองนั้นไปเลย

คริสต์มาสสยอง : กราดยิงพาเหรดคริสต์มาสในเมืองวาเกชา

ขบวนพาเหรดคริสต์มาสที่มักจะมีแต่ความสุข กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อมีชายคนหนึ่งรถพุ่งชนผู้คนในขบวนพาเหรดในย่านใจกลางเมือง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และบาดเจ็บสาหัส 62 คน ซึ่งผู้ต้องหา คือ ‘ดาร์เรลล์ บรู๊คส์’ วัย 39 ปี

ผู้ต้องหา คือ ‘ดาร์เรลล์ บรู๊คส์’ วัย 39 ปี
ผู้ต้องหา คือ ‘ดาร์เรลล์ บรู๊คส์’ วัย 39 ปี

มีการรายงานว่าบรู๊คส์เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันศุกร์ก่อนก่อเหตุอุกอาจ หลังถูกจับกุมและตั้งข้อหาหนีประกัน รวมทั้งการก่อเหตุทำอันตรายต่อบุคคลอื่นโดยเจตนาเเต่ไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ก่อกวนความสงบและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งในเหตุการณ์นี้มีผู้บันทึกภาพเอาไว้ได้จากโทรศัพท์มือถือ แสดงให้เห็นรถเอสยูวีสีแดงพุ่งชนแนวกั้นและวิ่งเข้าหาผู้คนในขบวนพาเหรดเทศกาลคริสต์มาส หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายครั้งโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองวาเกชา ระบุว่าเป็นเสียงปืนของตำรวจที่พยายามยิงสกัดรถคันดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากอาวุธปืนแต่อย่างใด​

คริสต์มาสสยอง : กราดยิงพาเหรดคริสต์มาสในเมืองวาเกชา
คริสต์มาสสยอง : กราดยิงพาเหรดคริสต์มาสในเมืองวาเกชา

โดยตำรวจเอง ก็ยังไม่สามารถระบุแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุได้และไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายแต่อย่างใด โดยเฉาพะบรู๊คส์ ผู้ต้องหาที่ไม่ยอมรับสารภาพหรือให้ข้อมูลกับตำรวจ

และนี่คือทั้งหมด 5 คดีฆาตกรรม “คริสต์มาสสยอง” ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส ที่เราชาว Ghostsfolder ได้นำมาฝากเพื่อน ๆ เป็นอย่างไรกันบ้าง บางคดีเป็นคดีดังในอดีตและบางคดีเป็นคดีที่เพิ่งเกิดไม่นานนัก ซึ่งแต่ละคดีเป็นเรื่องราวที่ชวนสลดใจเป็นอย่างมาก จากวันแห่งความสุขกลายเป็นวันแห่วเลือดสาดโดยที่คาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังและไม่ประมาท เพื่อให้การเฉลิมฉลองในค่ำคืนนี้ ผ่านไปได้ด้วยดี

carpKoRN